|
|
2月6日
สำหรับ Windows Vista หลังจากใช้โปรแกรม เกี่ยวกับ Hijack เช่น Tred Micro HijackThis v2.02 เป็นต้น เมื่อเปิดเครื่องใหม่ SideBar กลับไม่ปรากฏอย่างที่เคยเป็น วิธีแก้ไข จากรูป Pic01 เม้าท์คลิกขวา จะได้ดั่งรูป Pic02 เปิดเครื่องต่อไป พี่ SideBar ก็จะกลับมาดังเดิม
รูป Pic01
รูป Pic02
|
1月26日
เนื่องจากมีหลายต่อหลายท่านได้สอบถามเรื่องการลง Windows มากกว่า 1 ตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน จึงขออนุญาตเล่าในสิ่งที่รู้เล็กน้อยมาเผยแพร่
การลง Windows หลายตัว
เช่น Drive C ลง Windows XP Drive D ลง Windows Server 2003 Drive E ลง Windows Vista 32 bit Drive F ลง Windows Vista 64 bit Drive G ลง Windows Server 2008 32 bit Drive H ลง Windows Server 2008 64 bit Drive I ลง Windows 7 32 bit Drive J ลง Windows 7 64 bit
เป็นต้น หลัก ๆ ที่สำคัญในการลง OS โดยเฉพาะ ตระกูล Windows
1 การทำอะไรกับคอมพิวเตอร์สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการ Backup ข้อมูลที่สำคัญ ลง CD/DVD หรือ Exterrnal Device จำเป็นมาก ๆ
2 Driver ที่จำเป็นต้องใช้ต้องมีไว้โดยเฉพาะ Ethernet Driver เมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ Driver ประเภทอื่น ๆ สามารถ Update ผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ถ้ามีไว้ก่อนก็ถือว่าดีกว่า เช่น Display Driver, Sound Driver, Web Cam Driver ฯลฯ
3 มีเนื้อที่ของฮาร์ดดิสเพียงพอ โดย Windows แต่ละตัวใช้เนื้อที่ไม่เกิน 10 GB แต่ต้องเผื่อลงโปรแกรมอื่น ๆ ถ้าคิดว่า ลงโปรแกรมสารพัดที่มีในโลก ก็ต้องเผื่อไว้มาก ๆ เท่าที่จำเป็น แต่ถ้าลงเท่าที่จำเป็น Games ไม่ได้ลงอะไรมาก 30 GB ก็ถือว่า พอดี ๆ
4 การแบ่ง Drive หรือ Partition นั้น ควรแยก ข้อมูล กับ OS แยก Partiton เช่น ข้อมูลประเภท Office ต่าง ๆ ข้อมูลที่ดาวน์โหลด ฯลฯ
5 การลง Windows หลาย Version ในเครื่องเดียวกัน ต้องลงจาก Version น้อยไปหามาก ห้ามลงแบบมั่ว ๆ เช่น เรียงเวอร์ชั่นน้อยไปหามาก Windows XP, Windows 2000, Windows Server 2003, Windows Vista, Windows Server 2008, Windows 7 เป็นต้น
ตัวอย่างชัด ๆ
Windows XP, Windows Vista, Windows 7 หรือ Windows Vista, Windows 7 หรือ Windows XP, Windows 7
เป็นต้น
6 การลง Windows หลายตัวในเครื่องคอมพิวเตอร์เดียวกันนั้น วิธีการลง Windows เหมือนการลง Windows แบบตัวเดี่ยว ๆ เพียงแต่เวลาเลือกลง Drive หรือ Partition ต้องแยกกันลง ห้ามลงไปซ้ำกับ Partition ที่ได้ลง Windows ก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะลง Windows Partition นั้น ควร Fromat ก่อน
7 การลง ต้องเลือก Option New install ห้ามเลือก Upgrade
8 เมื่อลง Windows ครบถ้วนตามที่ต้องการแล้ว การไป Upgrade เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า ประหนึ่งเป็นการลง Windows จะทำให้ Boot file เพี้ยนได้แก้ไขการ Upgrade เป็นวิธี Update แทน
เช่น ลง Windows XP, Windows Vista, Windows 7 แล้วมีการ Upgrade Windows XP ประหนึ่งเหมือนเป็นการลง Windows XP ใหม่จะทำให้เมนูBoot Windows Vista และ Windows 7 จะหายไปในบันดล
9 เมื่อลง Windows สับเสร็จ ควรอย่างยิ่ง Clone Partition ที่ลง Windows ซิง ๆ ไว้1 ชุด และเมื่อลง Driver ที่จำเป็นครบถ้วนแล้วใช้งานได้ราบรื่น ก็ควร Clone และเมื่อลงโปรแกรมที่จำเป็นใช้แล้วราบรื่นก็ Clone อีก ก็เป็นวิธีที่ไม่น่าเกลียดใด ๆ ทั้งสิ้นควรทำเมื่อลง Driver ต่าง ๆ แล้วทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เพี้ยน ๆ แล้วนำตัวที่ Clone มาลงใหม่ ส่วนใหญ่ใช้เวลา Restore ประมาณ 10 นาทีหรือน้อยกว่าสำหรับ Windows ซิง ๆ พวกที่ Clone ต่าง ๆ จะช่วยท่านในยามเครื่องเพี้ยน ๆ ด้วยปัจจัยหลาย ๆ ประการ การ Clone การจัดการฮาร์ดิสต่าง ๆ ขอแนะนำใช้ Hiren's BootCD ซึ่งปัจจุบันเวอร์ชั่น 9.6
|
|
ลง Windows หลายตัว ตอนที่ 2 |
จากที่เรียนว่า จะมีการนำเสนอเรื่องการ Boot Microsoft Windows การจัดการกับเมนูที่จะบูตเข้าระบบ Windows แต่ละตัวนั้นมีหลายวิธี
วิธีที่ 1 ใช้คำสั่ง BCDEDIT ซึ่งสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://talaythaistory.spaces.live.com/blog/cns!99D5BFAD16E18399!117.entry อันนี้เหมาะกับ ท่านที่มีความรู้ลึก ๆ เกี่ยวกับคอมพิเตอร์ โดยหลาย ๆ คำสั่ง ศึกษาโดย พิมพ์คำสั่ง BCDEDIT/?
วิธีที่ 2 เข้าระบบ Windows Vista หรือ Windows 7 32 bit หรือ 64 bit อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้ว เรียกใช้คำสั่ง msconfig แล้วดู TAB Boot ก็สามารถจัดการเมนูที่ต้องการได้
วิธีที่ 3 อันนี้เป็นโปรแกรมไว้จัดการเรื่องแบบนี้โดยเฉพาะ ใช้ง่าย ใช้คล่อง ไปเลือกจิ้ม ๆ ดูได้ที่ http://talaythaisoftware.spaces.live.com/blog/cns!EDC2B120137A4C71!4156.entry
|
10月25日
|
Adobe Creative Suite 4 Master Collection |
Adobe Creative Suite 4 Master Collection หรือ Adobe CS 4 Master Collection มีให้ดาวน์โหลดกันอย่างสนั่นเมือง ขนาดของไฟน์ไม่เล็กไม่ใหญ่ เกือบ ๆ 8 GB ดาวน์โหลดทดสอบครั้งแรก บางชุด Expire เลยต้องลบทิ้งไปโดยปริยาย เจอชุดใหม่ บอก Final Nal ก็ Nal เอาอีกที ดาวน์โหลดมา เกือบ ๆ 8 GB เช่นเดิม มาทดสอบ Install ดู Install ไม่ได้อีก ก็ต้อง ลบทิ้งโดยปริยายอีกครา นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ท่านใด จ้องจะดาวน์โหลดมาลองใช้ดู ก็ขอชั่งใจเล็กน้อย แต่ถ้าท่านใด คิดว่า ดาวน์โหลดแก้เซ็ง อันนี้ก็ไม่ว่ากัน ดาวน์ได้ตามอัธยาศัย แต่ถ้าดาวน์โหลดแล้วทดสอบได้งาม ๆ จะนำมาโพสในโอกาสต่อไปนะครับท่าน ปรกติในเครื่องคอมส่วนตัวนั้น จะลง Windows XP 2 ตัว Vista Ultimate 32 บิท 1 ตัว และ Vista Ultimate 64 บิท อีก 1 ตัว Windows XP ที่ลงมี Microsoft Windows XP Professional Version 2002 Service Pack 3 Integrated Jul 2008 + Key Microsoft Windows XP Dark Edition V อยู่ ๆ Microsoft Windows XP Professional Version 2002 Service Pack 3 Integrated Jul 2008 ใช้ไป กลับมองไม่เห็น eThernet Card เสียงั้น แถมลงอัพเกรด ไดร์เวอร์การ์ดจอ ทำให้ Color quarity เป็น 4 บิท ซึ่งยังไม่อาจหาสาเหตุเจอว่าเป็นเพราะอะไร สำหรับท่านใด จะใช้ Windows ดังกล่าว จะชลอก่อนแล้วเลือกตัวอื่น ก็เป็นวิธีที่ดี ส่วน Microsoft Windows XP Dark Edition V ถึงจะเป็น SP2 ก็ถือว่า ไม่ค่อยมีอาการงอแงให้เห็น
| 10月2日
หลายท่าน คงเป็นแฟนพันธ์แท้ eSet อ่านว่า อีเซ็ท ไม่ใช่ อีสั_ว์ ขออภัยที่กล่าวคำที่ไม่งาม และหลายท่านคงรู้จัก NodLogin กันแล้ว ล่าสุดเป็น เวอร์ชั่น 9.7 ที่ได้นำเสนอในบล๊อกแล้วก็ตาม หลายท่านคงไม่สบายใจ เพราะ มีโปรแกรมเช็คไวรัสบางตัว ตรวจว่า NodLogin 9.7 มีสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่า จะ McAfee, eSet เองก็ตาม แต่ถ้า ค่ายเดียวกัน กับ ตัว Crack เดียวกัน ต้องเชื่อหูฟังหู แต่เท่าที่ นำ NodLogin 9.6 มาลองทดสอบกับ โปรแกรมเช็คไวรัส หลายค่ายด้วยกัน ไม่มีใครฟ้องอะไรเลย เช่น BitDefender, eSet, McAfee, Symentect จึงนำมาเสนอเป็นทางเลือก ดาวน์โหลดได้ที่ http://rapidshare.com/files/150111252/NodLogin_v9.6.rar ไม่มีรหัสลับ
| 10月1日
อรุณสวัสดี ยามเช้าที่อากาศสดชื่น ขอมาสร้างความรำคาน ต่อเพื่อนพ้องน้องพี่อีกครา
ปิดเครื่องโหดแบบไม่ปราณี
เมื่อมีเปิด ก็ต้องมีปิด จะปิดแบบมีลีลา ก็ต้องใช้สมองเพียงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ได้กล่าววิธีการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ไปบ้างแล้ว แต่มีหลายท่าน สอบถาม ทำไมเวลาปิดแล้ว มันปิดไม่สนิท ปิดแบบอีแอบ ซึ่งผมก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก เพราะ เครื่องของผมนั้น เปิด 24 ชั่วโมง บางครั้งเปิดให้เปลืองไฟเล่นเสียอย่างนั้น เพราะเครื่องเดี้ยงเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้
คำสั่ง และ รูปแบบของ Shutdown แบบเต็ม ๆ เนื้อ ๆ เป็นดังนี้
Usage: shutdown [-i | -l | -s | -r | -a] [-f] [-m \\computername] [-t xx] [-c "comment"] [-d up:xx:yy] No args Display this message (same as -?) -i Display GUI interface, must be the first option -l Log off (cannot be used with -m option) -s Shutdown the computer -r Shutdown and restart the computer -a Abort a system shutdown -m \\computername Remote computer to shutdown/restart/abort -t xx Set timeout for shutdown to xx seconds -c "comment" Shutdown comment (maximum of 127 characters) -f Forces running applications to close without warning -d [u][p]:xx:yy The reason code for the shutdown u is the user code p is a planned shutdown code xx is the major reason code (positive integer less than 256) yy is the minor reason code (positive integer less than 65536)
บางท่านอ่านแล้ว บางครั้งตาลายคล้ายจะเป็นลม ผมขอยกตัวอย่างให้พอเป็นกระไสก็แล้วกันครับ หาจำเป็นจะต้องเข้าใจแบบลึกซึ้งไม่ ก่อน หน้านี้ คำสั่งที่ท่านได้รับ (การสร้าง Shortcut เพื่อรองรับคำสั่งต่อไปนี้นั้น ขออนุญาตไม่กล่าวถึงนะครับ เพราะได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้ว)
shutdown -s -t 00 เป็นการปิดเครื่องแบบหวานใจ
ต่อมา เพิ่ม -f
shutdown -s -f -t 14400 เป็นการปิดเครื่องโหดแบบไม่ปราณี ทุกอย่างที่ ทำงานอยู่ ทั้ง Save หรือไม่ Save พี่ท่าน Kill process ทุกอย่างที่ขวางหน้า อันนี้ตั้งเวลาปิดไว้ อีก 4 ชั่วโมง(14400 วินาที)
เมื่อมีสั่งปิด ก็ต้องมีคำสั่งเพื่อยกเลิกคำสั่ง เผื่อบางครั้ง จิ้มผิด
คำสั่งยกเลิก Shutdown มีดังนี้
shutdown -a แต่ถ้าท่าน Shutdown แบบ 0 วินาที บางครั้งยกเลิกไม่ทันนะครับท่าน อันนี้ก็ตัวใครตัวมันนะครับ
|
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อสมัยบิลเกตยังฟิตเปรี๊ยะ ปล่อยให้ชาวโลกสนุกกับ Microsoft Office อย่างติดอกติดใจ ยากที่ค่ายอื่น ๆ จะตามทัน อินเทอร์เน็ตครอบงำทั่วโลก ทุกอย่างเข้าถึงติดต่อกันอย่างไม่ยากเหมือนเมื่อสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แทนที่พระองค์ท่านจะส่งเมล แต่ท่านให้สลักบนหินเล่าเรื่องราว แทน (พูดยังกะอยู่ในเหตุการณ์เลย โม้เนี่ยหว่า) กลับมา Microsoft Office ต่อ และถึงวันนี้(รวบรัด) เมื่อทำการตรวจสอบว่า Office แท้ หรือ เทียม แทบทุกราย จะถูกแจ้งว่า รหัสผลิตภัณฑ์ อุ๊อุ๊อุ๊ 3 ที มิถูกต้องนะคร๊าบ เวรบรรลัยแล้วไง แต่เมื่อมีเหตุ ก็ต้องมีแก้ ดาวน์โหลด ยาแก้ไข้ไปรักษากันเลยนะครับท่าน http://talaythaisoftwarevip.spaces.live.com/blog/cns!3B6DA75F3047951E!200.entry ได้โพสอยู่ที่ Comment นะจ๊ะ
ด้วยเอวังประการฉะนี้
ขอให้มีความสุขความเจริญกันทั่วหน้าเทอญ
|
สวัสดีอาหารยามเช้า แด่ทุก ๆ ท่าน
หลายต่อหลายท่าน เซ็งหรือไม่เซ็งก็ตาม เวลาปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้องกด [Start] > [Turn off computer] > [Stand by], [Turn off] หรือ [Restart] สรุป ถ้าพูดแบบให้เท่ห์ มาเขียนโปรแกรมปิดเครื่องคอมฯ แบบง่าย ๆ กันดีกว่า(บางท่านอาจบอกในใจว่า กระจอก ใคร ๆ เขาก็รู้กัน อันนี้ต้องขออภัยด้วย หรือ คีย์บอร์ดก็มี กดปุ่มเดียวปิดเครื่องเลย)
1 ไปที่หน้า Desktop 2 เม้าท์คลิกขวา [New] > [Shortcut] 3 จะปรากฏหน้าจอ Create Shortcut ที่กรอบ Type the location of the item : ให้ใส่ [shutdown -s -t 00] 4 [Next] > ใส่ชื่อ เช่น ปิดเครื่องแบบหวานใจ ก็มิผิดใด ๆ > [Finish] 5 ครั้งต่อไปปิดเครื่องแบบคลิกเดียว ก็กด Shortcut ที่สร้างไว้นี้เลยนะเจ้า จบข่าวยามเช้า./
แถมนิด 1
shutdown -s -t 00 00 หมายถึง ปิดแบบ รอ 0 วินาที ถ้าให้ รอ 1 ชั่วโมง(3600 วินาที)ทำแบบนี้ shutdown -s -t 3600 ถ้าให่รอ 1 ปี(31536000 วินาที) shutdown -s -t 31536000 ถ้าให้รอถึงชาติหน้า อันนี้ตัวใครตัวมันนะครับท่าน
| 9月12日
1 แจ้งชื่อสินค้า จำนวนสินค้า ราคาต่อหน่วย ธนาคารที่สะดวกการโอนเงิน มายังเมล talayta@hotmail.com มีธนาคารดังนี้ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กสิกรไทย ธ.นครหลวงไทย ธ.อาคารสงเคราะห์ และ ธ.ออมสิน 2 ทีมงานแจ้ง รายละเอียด บัญชี ธนาคาร เพื่อการโอนเงิน ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากรับคำสั่งซื้อสินค้า 3 ลูกค้า โอนเงินค่าสินค้า พร้อมโอนเงิน และ แจ้งการโอนเงิน มาที่เมล talayta@hotmail.com 4 ส่งสินค้า ภายใน 24 ชั่วโมง(ในวันทำการ) 5 ลูกค้าได้รับสินค้าภายใน 7 วันทำการ 6 รับประกันความพอใจในสินค้า ยินดีรับคืนสินค้าภายใน 30 วัน ณ วันที่รับสินค้า
| 8月21日
|
สมาชิกอุปถัมภ์ มี 3 ประเภท
1 สมาชิกอุปถัมภ์ 1 เป็นสมาชิกที่อุปถัมภ์จำนวนเงิน 300 บาท ซึ่งมีอายุการใช้งาน 1 ปี 2 สมาชิกอุปถัมภ์ 2 เป็นสมาชิกที่อุปถัมภ์จำนวนเงิน 200 บาท ซึ่งมีอายุการใช้งาน 6 เดือน 3 สมาชิกอุปถัมภ์ 3 เป็นสมาชิกที่อุปถัมภ์จำนวนเงิน 100 บาท ซึ่งมีอายุการใช้งาน 2 เดือน วิธีการสมัครสมาชิกมีดังนี้
1 แจ้งความจำนงสมัครเป็นสมาชิกมาที่ เมล talaythailand@gmail.com โดยระบุว่า จะเป็น * สมาชิกอุปถัมภ์ 1 หรือ * สมาชิกอุปถัมภ์ 2 หรือ * สมาชิกอุปถัมภ์ 3 พร้อมกับ ธนาคารที่สะดวกโอนเงิน ซึ่งมีธนาคารให้เลือก ดังนี้ ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กสิกรไทย ธ.นครหลวงไทย ธ.อาคารสงเคราะห์ และ ธ.ออมสิน 2 ผู้จัดทำจะแจ้ง รายละเอียดการโอนเงิน
3 เมื่อผู้อุปถัมภ์ โอนเงินแล้ว ช่วยแจ้งมาที่เมล talaythailand@gmail.com ระบุว่า โอนเงิน (ระบุจำนวนเงิน) ที่ ธนาคาร........... สาขา.... จังหวัด.... วันที่ (ระบุวันที่โอนเงิน) 4 ผู้จัดทำจะแจ้งเพื่อทราบการเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ ทางเมลของผู้อุปถัมภ์ต่อไป
สำหรับท่านที่มีความประสงค์ใช้สิทธิ์รับ DVD ทางทีมงานจะส่งแบบลงทะเบียนโดยคิดค่าจัดส่ง 30 บาท ต่อ 1 ครั้ง พิเศษ สมาชิกอุปถัมภ์ 1 จะได้รับ 2 แผ่น(DVD) และ สมาชิกอุปถัมภ์ 2 จะได้รับ 1 แผ่น(DVD) DVD นั้นท่านสามารถเลือกได้จาก ประเภทโปรแกรม หรือ ประเภทภาพยนต์
ผู้จัดทำต้องขออภัยต่อการไม่สะดวกต่อการใช้งานด้วยนะครับ และขอขอบคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่านด้วยใจยิ่งครับ
|
8月20日
|
สำหรับมือใหม่หัดขับกับการทำงานของไฟน์ที่มีสกุลว่า "rar" ทุกไฟน์ที่ทางทีมงานให้ดาวน์โหลดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นไฟนสกุล rar ทั้งสิ้น ก่อนอื่นท่านจะต้องมีโปรแกรม WinRAR ประดับอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านก่อนนะครับ (โปรแกรม WinRAR สามารถดาวน์โหลดได้ที่ talaythai.spaces.live.com) เมื่อท่านดาวน์โหลดไฟน์ที่ต้องการเสร็จสิ้นกระบวนความแล้ว ขอให้ท่าน ดับเบิ้ลคลิ๊กไฟน์ดังกล่าว หรือถ้ามีไฟน์หลาย Part ขอให้ดับเบิ้ลคลิ๊กไฟน์ที่เป็น Part1 จะได้ดังรูป 1.1 สิ่งที่แสดง กรอบ B แสดงชื่อ โปรแกรม กรอบ C แสดงรหัสที่จะนำไปใช้ในการ Extract
รูป 1.1
ขั้นตอนต่อไปเป็นการ Extract ไฟน์กันนั้น ขอให้ท่าน กดปุ่ม Extract to ดังรูป 1.1 กรอบ A แล้วจะได้หน้าจอ ดังรูป 1.2 รูป 1.2 กรอบ 1 บอกถึงว่า จให้ Extract ไฟน์ไปไว้ที่ Folder ไหน ซึ่งโดยปรกติจะกำหนดมาโดยอัตโนมัติ ส่วนท่านใดจะกำหนดใหม่ ก็สามารถทำได้ แล้วกด OK แล้วจะมีกรอบให้บันทึกรหัสผ่าน วิธีที่สะดวกขอให้ Copy แล้ว Past จะช่วยลดการบันทึกรหัสผิดพลาด และทำจนครบกระบวนความ
รูป 1.2
| 7月22日
เปิดเอกสาร แถลงการณ์ร่วม (Joint Communique) ปราสาทพระวิหาร
ที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามกับ นายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกลงนามเป็นพยาน |
แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 แสดงภาพรวมที่ตั้งปราสาทพระวิหารและแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ของฝรั่งเศสเมื่อ 100 ปีก่อน (Line 1) กับเส้นเขตแดนที่ไทยกล่าวอ้าง (Line 2) โดยยึดสันปันน้ำตามหลักสากล ไทยยืนยันการกล่าวอ้างในเรื่องนี้ตลอด 46 ปีที่ผ่านมา ขณะที่หลังจากการยื่นปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว กัมพูชากลับระบุว่าพื้นที่รอบๆ (เขตที่ระบายสีเขียว) ก็เป็นของกัมพูชาด้วยเช่นกัน ทั้งยังร้องเรียนเรื่องนี้ต่อสหประชาชาติเมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมาตามเวลาในประเทศไทย (ภาพเล็กจากเอเอฟพี)
เปิดเอกสาร แถลงการณ์ร่วม (Joint Communique) ที่นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามกับ นายซก อัน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกลงนามเป็นพยานเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2551 (ค.ศ.2008) อันเป็นผลมาจากการประชุมหารือเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2551
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แถลงการณ์ร่วม
ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2008 มีการประชุมหารือกันระหว่าง นายซก ฮัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา และนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อสืบต่อการหารือระหว่างทั้งสองท่าน ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก การประชุมคราวนี้จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การยูเนสโก ในกรุงปารีส โดยที่มีท่านอื่นๆ เข้าร่วมด้วย ได้แก่ นางฟรองซัวส์ ริเวเร (Francoise Riviere) ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรมของยูเนสโก, เอกอัครราชทูต ฟรานเซสโก คารูโซ (Francesco Caruso), นาย อาเซดิโน เบสชอต (Azedino Beschaouch), นางเปาลา เลออนซินี บาร์โตลี (Paola Leoncini Bartoli) และนายจิโอวานนี บอคคาร์ดี (Giovanni Boccardi)
การประชุมหารือคราวนี้ดำเนินไปด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน
ระหว่างการประชุมหารือ ทั้งสองฝ่ายได้ทำความตกลงกันดังต่อไปนี้
1. ราชอาณาจักรไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหาร เข้าไว้ในบัญชีมรดกโลก ตามการเสนอของราชอาณาจักรกัมพูชา ณ การประชุมครั้งที่ 32 ของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก (นครควิเบก, ประเทศแคนาดา, เดือนกรกฎาคม 2008) ตามขอบเขตรอบดินแดนซึ่งระบุไว้ว่าเป็น หมายเลข 1 ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชา และได้แนบท้ายมาด้วยแล้ว แผนที่ดังกล่าวยังได้ครอบคลุมพื้นที่กันชนทางด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาท โดยระบุให้เป็น หมายเลข 2
2. ด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน ราชอาณาจักรกัมพูชายอมรับว่า ปราสาทพระวิหารที่จะเสนอขอขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก ในขั้นนี้จะไม่ได้รวมพื้นที่กันชนทางด้านเหนือและด้านตะวันตกของปราสาท
3. แผนที่ซึ่งอ้างไว้ในวรรค 1 ข้างต้น จะแทนที่แผนที่ต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องและบรรจุไว้ใน “Schema Directeur pour le Zonage de Preah Vihear” ตลอดจนการอ้างอิงด้านกราฟฟิกทั้งหมดที่ระบุบ่งชี้ถึง “บริเวณหลัก” (core zone) และการแบ่งบริเวณอื่นๆ (zonage) ของปราสาทพระวิหาร ที่บรรจุอยู่ในแฟ้มเสนอขอขึ้นทะเบียนของกัมพูชาด้วย
4. ระหว่างที่รอผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (Joint Commission for Land Boundary หรือ JBC) เกี่ยวกับพื้นที่ด้านเหนือและด้านตะวันตกรอบๆ ปราสาทพระวิหาร ซึ่งได้รับการระบุให้เป็น หมายเลข 3 ในแผนที่ที่อ้างอิงไว้ในวรรค 1 ข้างต้น แผนการบริหารจัดการพื้นที่เหล่านี้จะได้รับการจัดทำในลักษณะของการประสานร่วมมือกันระหว่างทางการผู้รับผิดชอบของกัมพูชาและทางการผู้รับผิดชอบของไทย โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์ระหว่างประเทศ ด้วยทัศนะที่มุ่งรักษาคุณค่าอันเป็นสากลที่โดดเด่นของทรัพย์สินดังกล่าวนี้ แผนการบริหารจัดการดังกล่าวนี้จะบรรจุไว้ในแผนการบริหารจัดการสุดท้ายสำหรับปราสาทพระวิหารและบริเวณรอบๆ ปราสาท ซึ่งจะยื่นเสนอต่อศูนย์กลางมรดกโลก (World Heritage Centre) ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2010 เพื่อการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณามรดกโลก ในการประชุมครั้งที่ 34 ในปี 2010
5. การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลกครั้งนี้ จะไม่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิ์ของราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ในการกำหนดปักปันเขตแดนของคณะกรรมการร่วมเพื่อการปักปันเขตแดนทางบก (JBC) ของประเทศทั้งสอง
6. ราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย ขอแสดงความซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อท่านผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก ฯพณฯ นายโคอิชิโร มัตสึอุระ สำหรับความช่วยเหลือของท่านในการอำนวยความสะดวกให้แก่กระบวนการเพื่อการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารไว้ในบัญชีมรดกโลก
พนมเปญ, 18 มิถุนายน 2008 กรุงเทพฯ, 18 มิถุนายน 2008
ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา ในนามรัฐบาลราชอาณาจักรไทย
ฯพณฯ นาย ซก อัน ฯพณฯ นายนพดล ปัทมะ
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
รัฐมนตรีรับผิดชอบสำนักคณะรัฐมนตรี
ปารีส, 18 มิถุนายน 2008
ผู้แทนของยูเนสโก
หมายเหตุ
สำหรับคำอธิบายและการแจกแจงเนื้อหาของแถลงการณ์ร่วมข้างต้น (รวมถึงแผนผังแนบท้าย) ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ สถาบันไทยคดีศึกษา ชี้ให้เห็นประเด็นบางประการที่ไว้ดังนี้คือ
ข้อที่ 1 ที่ระบุว่า ไทยสนับสนุนการลงทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการพิจารณามรดกโลกครั้งที่ 32 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 ณ นครควิเบก ประเทศแคนาดา โดยการกำหนดเขตรอบดินแดนนั้นระบุตามหมายเลข 1 ในแผนที่ซึ่งจัดทำโดยกัมพูชา รวมถึงหมายเลข 2 คือ ด้านตะวันออกและด้านใต้ของปราสาทก็ถูกรวมเข้าไปในแผนที่ดังกล่าวด้วย
ข้อที่ 2 ที่ระบุว่า เพื่อเห็นแก่ความปรองดอง กัมพูชาจะยอมรับการเสนอให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยละเว้นการระบุว่าพื้นที่บริเวณด้านเหนือและด้านตะวันตกของตัวปราสาทว่าเป็นของใคร และ ข้อที่ 5 ที่ระบุว่า การลงทะเบียนปราสาทพระวิหารให้เป็นมรดกโลกจะต้องปราศจากการละเมิดสิทธิของกัมพูชาและไทย ในการกำหนดเขตแดนในการทำงานของคณะทำงานร่วม The Joint Commission for Land Boundary (JBC) ของทั้งสองประเทศ ซึ่ง แถลงการณ์ร่วมทั้ง 3 ข้อนั้นบ่งชี้ว่าไทยยอมรับแผนที่ปักปันที่ทางกัมพูชาทำเสนอในขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในมาตรการส่วน 1:200,000 โดยไม่ได้ยอมรับแผนที่ของฝ่ายไทยที่ยึดถือแผนที่มาตรส่วน 1:50,000 ตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2505 ซึ่งถือเป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี และการที่ไทยยอมรับพื้นที่ตามแผนผังจะถือว่าเป็นการยอมรับพื้นที่ตามพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชาเท่ากับว่าไทยต้องเสียดินแดนที่เป็นปัญหาทับซ้อนกันให้กับกัมพูชาถึง 4.6 ตารางกิโลเมตร (อ่านข่าวเพิ่มเติม : นักวิชาการยันไทยเสียดินแดนให้กัมพูชา 4.6 ตร.กม.)
นอกจากประเด็นข้างต้นแล้ว ยังมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญชี้ให้ด้วยเห็นว่า “แถลงการณ์ร่วม” ฉบับนี้ในทางสากลอาจมีผลเช่นเดียวกันกับ “หนังสือสัญญา” ระหว่างรัฐต่อรัฐ และอาจมีผลทำให้ประเทศไทยสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนอีกด้วย
| 7月19日
“อดุลย์” แฉซ้ำ เขตกันชน “พระวิหาร” เสี่ยงรุกดินแดนไทย |
อดีตประธาน กก.มรดกโลก ออกบทความ แฉซ้ำ “เขตกันชน” มรดกโลกปราสาทพระวิหาร เสี่ยงรุกดินแดนไทย อัดรัฐบาล-ผู้แทนเจรจาฝ่ายไทย ไม่รักษาประโยชน์ประเทศ ลั่น รบ.ต้องประกาศจุดยืน
นายอดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก ได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ข้อมูลพื้นฐาน” เกี่ยวกับประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยในบทความระบุว่า ขณะนี้สังคมไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการขึ้นเป็นมรดกโลกประสาทพระวิหาร อยู่ 3 ประเด็น คือ 1.ข้อกฎหมาย โดยคณะกรรมการมรดกโลกนานาชาติไม่ใช่เป็นองค์กรภายในยูเนสโก แต่ทั้งสององค์การต่างเป็นองค์การระหว่างประเทศ และเรื่องมรดกโลกก็เป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะของคณะกรรมการมรดกโลก เพียงแต่อนุสัญญากำหนดให้ยูเนสโกจัดเจ้าหน้าที่ไปทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการมรดกโลก อย่างไรก็ดี มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศเข้าแทรกแซงและมีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยขององค์การ มีอยู่เสมอ แม้กระทั่งทำผิดข้อบัญญัติอย่างชัดแจ้ง เช่น กรณีจอร์แดนขอขึ้นทะเบียน Old City of Jerusalem and Its Walls เป็นมรดกโลก ทั้งที่จอร์แดนมิใช่ผู้ถือครองดินแดนซึ่งทรัพย์สินนี้ตั้งอยู่ นอกจากนี้งานปฏิบัติของยูเนสโกด้านวัฒนธรรม นางฟรังซัวส์ ริวีแยร์ ผช.ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรม ไม่ควรซ้ำซ้อนก้าวก่ายงานด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในขอบข่ายงานของคณะกรรมการมรดกโลก เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร ที่ทำอย่างน่าเกลียดในการลงนามเป็นประจักษ์พยานในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา
2.ความเป็นจริงและลักษณะของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยฝ่ายที่สนับสนุนกัมพูชาอ้างว่า การขึ้นทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย และอ้างว่า กัมพูชามีสถานภาพการถือครองตัวปราสาทเหมือนกับที่เป็นมาตั้งแต่ปี 2505 ที่ไทยมอบการถือครองให้ตามคำพิพากษาศาลระหว่างประเทศ โดยไม่บ่งชี้ว่า ไทยได้ปฏิเสธคำพิพากษาดังกล่าวเพราะผิดข้อกฎหมายและไม่ยุติธรรม แต่ต้องจำยอมมอบการถือครองตามพันธะกรณีของไทยในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ นอกจากนี้การอ้างว่า การขึ้นทะเบียนตัวปราสาททำให้ไทยอยู่ในฐานะดีขึ้นจากเดิมที่กัมพูชาเคยเสนอให้มีเขตและเขตพื้นที่คุ้มครองและพัฒนานอกตัวปราสาทในดินแดนไทยนั้น เป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง เพราะร่างข้อมติดังกล่าวต้องผ่านที่ประชุมอีกครั้งในวาระรับรองรายงานการประชุมวันสุดท้าย ทั้งนี้ยังมีการหลีกเลี่ยงไม่คำนึงถึงข้อบัญญัติข้อ 103 และ 104 ของคณะกรรมการมรดกโลก ที่กำหนดให้ต้องมีเขตกันชน และทำแผนจัดการ ซึ่งกรณีนี้กัมพูชาจำเป็นต้องมีเขตกันชนรอบตัวปราสาทด้านทิศตะวันตกและเหนือเข้ามาในดินแดนไทยอย่างหลีกเลี่ยงมาได้
นอกจากนี้ เมื่อปราสาทมีสภาทรุดโทรมหนัก ตั้งบนพื้นที่ลาดชัน พังทลายง่าย การขึ้นทะเบียนปราสาทจึงจำเป็นต้องมีพื้นที่กันชนเพียงพอ ซึ่งกัมพูชาจะต้องจัดทำเสนอคณะกรรมการมรดกโลกให้เห็นชอบในการประชุมปี 2010 และอันที่จริง การเสนอขึ้นทะเบียน ต้องมีเขตกันชนและแผนจัดการพื้นที่รอบตัวปราสาทแนบไปพร้อมคำขอก่อนที่จะรับเข้าพิจารณา แต่การเมืองระหว่างประเทศซึ่งไทยมีส่วนร่วมด้วย ก็เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเสียชั้นหนึ่งก่อน และให้ทำแผนจัดการบริเวณพื้นที่เขตกันชนตามมา ซึ่งทิศตะวันตกและทิศเหนือของตัวปราสาทเป็นเขตอำนาจอธิปไตยไทย และร่างมติข้อ 15 ที่นำมาแถลงกันก็ปรากฏความชัดเจน
3.ความพิลึกของกลไกกรณีปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยกรณีให้กัมพูชาจัดประชุมคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศเพื่อคุ้มครองและพัฒนาแหล่งมรดกนี้ ที่ผ่านมา ไม่เคยมีมรดกโลกแห่งใดใช้กลไกนี้ เมื่อใช้กลไกดังกล่าวจึงทำให้อีก 6 ชาติที่จะมาเป็นคณะกรรมการร่วมเข้ามาแทรกแซงปกป้องกัมพูชา และกดดันไทยในการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนซึ่งจะต้องตกเป็นเขตกันชน
นายอดุล ยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้คือ ร่างมติ เพราะไม่รู้ว่ามติที่ออกมาอย่างเป็นทางการจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ เพราะร่างมติข้อ 14 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการมรดกโลกประจำประเทศไทย ชี้แจงว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดเรื่องนี้ ทำให้ตนสงสัยว่า พอมีข้อนี้ขึ้นมาแล้วทำไมผู้แทนฝ่ายไทยไม่ท้วงเพราะกระทบสิทธิประโยชน์ของประเทศ ส่วนร่างมติข้อ 15 ที่กำหนดว่าให้กัมพูชาทำแผนจัดการและเขตกันชน อันนี้กระทบดินแดนไทยชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยแถลงการณ์ร่วมเข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่รัฐบาลไทยก็พยายามปกปิดเบี่ยงเบนประเด็น ทั้งนี้แผนที่ที่นำเสนอตอนแรกที่ว่าไม่เสียดินแดนนั้น ที่จริงไม่ใช่ เพราะฉบับนั้นไม่มีเขตกันชน ส่วนขณะนี้ รัฐบาลต้องเตรียมตัวทันที และต้องประกาศจุดยืนของรัฐว่า การทำเขตกันชนจะยินยอมหรือเห็นด้วยเฉพาะเท่าที่ไทยเห็นสมควรเท่านั้น ไม่ใช่ยอมตามที่คณะกรรมการร่วม 7 ประเทศเป็นผู้กำหนดขอบเขตเท่าใดก็ได้ เพราะเขตกันชนจะกินพื้นที่เข้ามายังฝั่งไทย และต้องประกาศว่ารอบบริเวณเขตกันชนจะไม่ยอมให้มีการก่อสร้างและพัฒนาใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ของไทย
อ้างอิง http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000084451
| 7月15日
กรมแผนที่ทหาร และจุฬาฯ เปิดข้อมูลปราสาทพระวิหาร ( 1 ) |
วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม 2551 กรมแผนที่ทหาร และจุฬาฯ เปิดข้อมูลปราสาทพระวิหาร ( 1 )
เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี
พิธีกรกล่าวแนะนำการอภิปราย และแนะนำผู้ดำเนินรายการ
คุณวัชรินทร์ ยงศิริ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวรายงานต่อผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา และผู้เข้าร่วมการอภิปราย
กล่าวเปิดการอภิปรายโดย อาจารย์ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ (ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
สวัสดีท่านวิทยากรและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน สถาบันเอเชียศึกษาเป็นสถาบันวิจัยซึ่งมีบทบาทสำคัญประการหนึ่งคือ การทำงานวิจัยที่สำคัญซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องของเอเชีย นอกเหนือจากนี้สถาบันยังนำเอาผลงานวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ที่สถาบันมีเครือข่าย เช่น กับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ มาส่งผ่านความรู้กลับคืนให้กับสังคม ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของสถาบันเอเชียศึกษา
สถาบันมีคติว่า เมื่อเอเชียมีปัญหา สถาบันเอเชียศึกษามีคำตอบ ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันเอเชียศึกษาจึงมีการจัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องมา ในกรณีเขาพระวิหารได้กลายมาเป็นกรณีสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในขณะนี้ ความจริงปัญหาเรื่องเขาพระวิหารไม่ใช่ปัญหาใหม่ หากเป็นเรื่องเก่าที่ก่อให้เกิดความระหองระแหงและกินใจกันลึก ๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชา บางครั้งสถานการณ์ไม่อำนวยไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยเรื่องการเมืองหรือวัฒนธรรมก็ตาม ประเด็นปัญหาเรื่องเขาพระวิหารมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ ครั้งนี้อีกเช่นกันประเด็นเรื่องเขาพระวิหารถูกยกขึ้นมาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ ทางสถาบันเอเชียศึกษาเห็นว่าปัญหาเขาพระวิหารเป็นอีกปัญหาของเอเชีย จึงฉุกคิดได้ว่าเขาพระวิหารจะส่งผลอย่างไรกับอนาคตความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชานับแต่นี้เป็นต้นไป นี่จึงเป็นที่มาของการจัดอภิปรายในครั้งนี้ และเนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาที่สำคัญ จึงจัดการอภิปรายให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติวัฒนธรรม มิติชาติพันธุ์ มิติทางกฎหมาย มิติความมั่นคง กองทัพ และมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ขอขอบพระคุณวิทยากรทุกท่านที่สละเวลามาให้ความรู้กับผู้ฟังในวันนี้ และขอบขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยประชาสัมพันธ์งาน บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดการอภิปรายทางวิชาการในหัวข้อ “เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ขอบคุณครับ
พันเอก นพดล โชติศิริ
(กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด):
สภาพแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร เป็นสันปันน้ำ 524 กิโลเมตร เป็นเส้นตรง 58 กิโลเมตร เป็นลำคลอง 216 กิโลเมตร แนวเขตแดนเริ่มตั้งแต่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงหลักเขตแดนที่ 73 บริเวณแหลมสารพัดพิษ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
แนวเขตแดนไทย-กัมพูชา ได้ถูกกำหนดให้เป็นไปตามหลักฐานทางกฎหมายที่สำคัญดังนี้
ประการแรก สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ว่าด้วยดินแดนและข้อตกลงอื่น ๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส วันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 122 (ค.ศ. 1904)
ประการที่ 2 สัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ฉบับลงนาม ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 125 (ค.ศ. 1907) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทร์ศก 125 (ค.ศ. 1907)
ประการที่ 3 สิ่งที่ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายคือ แผนที่ซึ่งจัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจัดทำขึ้นตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ 1907 ที่ผ่านมารวมทั้งเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และ 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส
สำหรับการสำรวจและปักปันเขตแดนนั้น สยามและฝรั่งเศสได้แต่งตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามและฝรั่งเศสขึ้น โดยมีหน้าที่ในการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบกให้เป็นไปตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 ฝ่ายสยามมีพลตรีหม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธาน ส่วนฝ่ายฝรั่งเศสมี พันตรีแบร์นาร์ เป็นประธานกรรมการ
คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ทำแผนที่แสดงแนวเขตแดนมาตรส่วน 1:200,000 ไว้จำนวน 6 ระวาง (แผนที่มีชื่อว่า Commission de Délimitation entre l’ Indochine et le Siam) ในเวลานั้นเมืองเสียมราฐ พระตะบอง อยู่ในเขตไทย ซึ่งศรีโสภณตอนนั้นอยู่ในเขตเมืองพระตะบอง ต่อมาในปี 1907 ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนดินแดนกันระหว่างจังหวัดตราด อำเภอด่านซ้ายกับเมืองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ พร้อมทั้งได้มีการทำสนธิสัญญาแสดงแนวเขตแดนฉบับ ค.ศ. 1907
ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยฝ่ายสยามมีพระองค์เจ้าบวรเดช เป็นประธาน ฝ่ายฝรั่งเศสมีพันตรี กิชาร์ มองแกร์ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้นับเป็นคณะกรรมการปักปันเขตแดนชุดที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่ในการปักปันเขตแดนให้เป็นไปตามอนุสัญญา ค.ศ. 1907 และคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้จัดทำแผนที่มาตรส่วน 1:200,000 โดยใช้ชื่อเดิม แผนที่ชุดนี้ได้เฉือนส่วนที่เป็นพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ ออกไป เพราะฉะนั้นแผนที่ชุดนี้จะเหลืออยู่จำนวน 5 ระวาง ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่จังหวัดตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ประเทศไทยในปัจจุบัน แผนที่ชุดนี้ได้จัดทำแล้วเสร็จใน ค.ศ. 1908 ส่วนจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานีให้ใช้แผนที่ที่จัดทำไว้เดิมตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 จำนวน 2 ระวาง คือ ระวางดงรักและระวางโขง เขาพระวิหารอยู่ในระวางดงรัก
นอกจากนั้นยังได้ทำการปักปันเขตแดนไว้จำนวน 75 หลัก หลักใหญ่ 73 หลัก หลักย่อย 2 หลัก โดยเริ่มหลักเขตแดนที่ 1 ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ รอยต่อกับจังหวัดสุรินทร์ ไล่ลงมาจนถึงหลักเขตแดนที่ 73 ที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ทั้งนี้ไม่มีการปักหลักเขตแดนไว้ในเขตจังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดอุบลราชธานี เพราะปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้
ปัญหาและลักษณะของเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จากหลักฐานทางกฎหมายที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือเป็นดังนี้
ตามสนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 กำหนดให้แนวเส้นเขตแดนไปตามสันปันน้ำของทิวเขาพนมดงรักฝั่งบนเป็นฝั่งไทย ฝั่งล่างเป็นฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นหน้าผาสูงชัน ปราสาทเขาพระวิหารอยู่บนเนิน ส่วนทางขึ้นปราสาทนั้นอยู่ทางฝั่งไทย โดยจะกันตัวปราสาทเขาพระวิหารไว้ในฝั่งไทย แต่แผนที่มาตรา 1:200,000 ของพันตรีแบร์นาร์ กลับลากเส้นเขตแดนไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาดังกล่าว ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารขึ้น จึงมีสาเหตุจากการที่เส้นเขตแดนในแผนที่ไม่ตรงกับที่เขียนไว้ในสนธิสัญญา ท่านผู้ฟังคิดว่าระหว่างสนธิสัญญากับแผนที่ อย่างไหนมีความสำคัญเหนือกว่ากัน สนธิสัญญาเปรียบเสมือนกฎหมายแม่ เมื่อระบุให้ไปตามสันปันน้ำแล้ว แผนที่ก็ควรไปตามสันปันน้ำด้วย หรือท่านคิดว่าแผนที่ที่มาทีหลังควรจะมีน้ำหนักมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่มาทีหลัง ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เองทำให้ไทยมีข้อพิพาทกับกัมพูชา
แผนที่ชุดของพันตรีแบร์นาร์เห็นได้ชัดว่า กันตัวปราสาทเขาพระวิหารไว้ในเขตกัมพูชา และกัมพูชาก็ยึดถือเส้นเขตแดนนี้เป็นหลัก ทั้ง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 และ 1907 เมื่อเกิดข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา ใน พ.ศ. 2505 ศาลโลกได้ติดสินให้อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร (ตัดสินเฉพาะตัวปราสาท) ให้เป็นของกัมพูชา หลังคำตัดสินของศาลโลกแล้ว ฝ่ายไทยได้กันเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารออกจากแผนที่ ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 โดยวิธีการนับออกจากบันไดนาค บันไดสิงห์ 20 เมตร ห่างออกมา 100 เมตร มาถึงเป้ยตาดี โค้งไปถึงบันไดหัก
ปัจจุบันฝ่ายไทยได้ยึดถือเอาเส้นเขตแดนที่ปรากฏตามแผนที่ 1:50,000 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายึดถือแนวเส้นเขตแดนตามแผนที่ปักปันตามมาตราส่วน 1:200,000 (หรือแผนที่แบร์นาร์) ซึ่งเส้นเขตแดนทั้งสองแนวมีความแตกต่างกันมาก ดังนั้น พื้นที่ที่อยู่ในสองเส้นเขตแดนดังกล่าวจึงเป็นพื้นที่ที่เป็น Grey Area ดังนั้นการกระทำกิจกรรมใด ๆ ในพื้นที่นี้ มักจะมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างสองฝ่ายอยู่เสมอ
ในเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการร่วมมือเพื่อพัฒนาปราสาทพระวิหาร ต่อมาในเดือนมีนาคม 2547 คณะกรรมการดังกล่าวได้มีการประชุมและตกลงในหลักการที่จะมีการพัฒนาพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อให้มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในรูปแบบของการดำเนินการร่วมกัน เพื่อไม่ให้ปัญหาเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
ต่อมาในเดือนมกราคม 2549 กัมพูชาได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยใช้แผนผังที่แสดงองค์ปราสาทและพื้นที่อนุรักษ์บางส่วนล้ำเข้ามาในดินแดนไทย และได้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตคุ้มครองปราสาทพระวิหาร แสดงพื้นที่ Zone ต่าง ๆ และการใช้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาในเขตคุ้มครองล้ำเข้ามาในดินแดนไทย แผนผังแสดงเขตอนุรักษ์ของกัมพูชาเมื่อพิจารณาจากเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 จะเห็นว่าบริเวณที่เป็น Core Zone หรือ Central Zone จะล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยประมาณ 0.5 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 331 ไร่ ส่วน Buffer Zone ไม่ได้ล้ำเข้ามาในเขตไทย แผนผังชุดนี้กัมพูชาแนบไปเมื่อเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ให้กับคณะกรรมการมรดกโลก หรือ UNESCO เป็นผู้พิจารณา
ส่วนที่ล้ำเข้ามาในเขตไทยตรงพื้นที่ Development Zone ประมาณ 2.5 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 1,500 กว่าไร่ ปัญหาคือ ถ้าหากคณะกรรมการมรดกโลกเห็นชอบกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชาแล้ว จะทำให้ท่าทีในเรื่องเขตแดนของกัมพูชาได้รับการยอมรับในระดับพหุภาคี และจะกระทบกระเทือนต่อการใช้อำนาจอธิปไตยของไทยในพื้นที่บริเวณดังกล่าว
ในส่วนของไทยนั้น กระทรวงการต่างประเทศตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาถึงผลกระทบของกรณีดังกล่าว ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 31 ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้พยายามหารือกับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2550
ประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของการจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโลก ฝ่ายไทยพิจารณาและเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรหาข้อยุติในประเด็นสำคัญ ได้แก่ เรื่องของเส้นเขตแดน เรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งจะเกี่ยวพันกับพระราชกฤษฎีกาของกัมพูชาในการบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารให้ได้ก่อน แต่จากการหารือก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร
ต่อมาที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 มีมติให้ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร หมายความว่า ต้องร่วมมือกันโดยจะมีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 32 ที่ควิเบก ประเทศแคนาดา ปี 2008 นี้ โดยกัมพูชามีพันธกรณีที่จะต้องเสนอรายงานความก้าวหน้า (Progress Report) ผลการดำเนินการ ให้ประธานคณะกรรมการมรดกโลกทราบ ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งทราบมาว่าขณะนี้ได้ประชุมร่วมกันไปแล้วที่กรุงพนมเปญ
ฝ่ายไทยได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษว่าด้วยการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เพื่อจัดทำ Roadmap วางยุทธศาสตร์ของไทยในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ มีการจัดประชุมไปแล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2550 ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำแผนแม่บทในด้านการบริหารจัดการแผนบูรณปฏิสังขรณ์ และอนุรักษ์โบราณสถาน ตลอดจนแผนงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนบทบาทของไทย ตามมติคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 31 มีลักษณะการดำเนินการร่วมกัน กำหนดแผนงานไว้ 4 แผน คือ
แผนงานบริหารจัดการพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร โดยรวมตัวปราสาทพระวิหารและบริเวณเขาพระวิหาร
แผนบูรณปฏิสังขรณ์และอนุรักษ์ปราสาทพระวิหาร
แผนแก้ไขปัญหาในเรื่องเขตแดนและอำนาจอธิปไตย
แผนในเรื่องการรักษาความมั่นคงและการเก็บ***้ทุ่นระเบิด
สิ่งที่อาจจะเป็นผลตามมาและกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นข้อกังวลของฝ่ายไทยมี 2 กรณี คือ
กรณีแรก คือ หากกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยลำพัง (Separate Nomination) ได้เป็นผลสำเร็จ สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร เนื่องจากแผนผังชุดนี้แสดงเขตคุ้มครองปราสาทพระวิหาร มีพื้นที่พัฒนารุกล้ำเข้ามา 2.5 ตารางกิโลเมตร เทียบกับมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2505 ซึ่งถ้าหากกัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนได้เป็นผลสำเร็จ แผนผังชุดนี้จะมีบังคับใช้โดยปริยาย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วทั้งสองฝ่ายควรจะมีสิทธิ์ที่จะกำหนดพื้นที่ที่จะเป็น Central Zone หรือ Buffer Zone หรือ Development Zone เพราะว่าเป็นพื้นที่ที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาร่วมกัน หรือร่วมมือกันพัฒนาจึงจะประสบผลสำเร็จ โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเขตแดน กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ให้เรื่องของเขตแดนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาร่วม แต่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกลไกในการเจรจาในเรื่องของเขตแดนของทั้งสองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
กรณีที่ 2 คือ ถ้าหากกัมพูชาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไม่สำเร็จ ในลักษณะที่ไม่ได้มีการดำเนินการร่วมมือ สิ่งที่ตามมาคือ ฝ่ายไทยจะตกเป็นจำเลยว่าเป็นผู้ขัดขวางการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ประกอบกับในช่วงนี้เป็นระยะของการหาเสียงทางการเมืองของกัมพูชา เกรงว่าประเด็นเขาพระวิหารอาจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งอาจจะทำให้กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้
สรุป ทั้งสองกรณีต่างก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ประเทศไทยทั้งสิ้น กรณีแรก ขึ้นทะเบียนได้ก็มีผลเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตย กรณีที่สอง ขึ้นทะเบียนไม่ได้ไทยก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ขัดขวาง ขอเรียนชี้แจงว่า ขณะนี้ฝ่ายไทยในระดับรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศมิได้ต้องการคัดค้านฝ่ายกัมพูชาในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามที่สื่อของทั้งสองฝ่ายได้ประโคมข่าวแต่อย่างใด
ในทางตรงข้าม นโยบายในระดับรัฐบาลของไทยมีท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชาเป็นมรดกโลกให้ได้ โดยขอให้เป็นการขึ้นทะเบียนร่วมกัน (Joint Nomination) และยังไม่เอาเรื่องเขตแดนมาเกี่ยวข้อง เรื่องของเขตแดนถือเป็น Unresolved Problem สมมติว่าพื้นที่ที่กัมพูชาเคยเสนอให้เป็น Core Zone หรือ Central Zone ก็ควรให้ฝ่ายไทยมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย เมื่อจะมีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันแล้วไทยควรมีส่วนร่วมในการพิจารณา การขยายขอบเขตพื้นที่ที่เป็น Central Zone เข้ามาครอบคลุมพื้นที่ทางฝั่งไทยโดยอาจรวมพื้นที่ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหารเข้าไปด้วย เช่น สระตราว ซึ่งนักวิชาการของไทยถือว่าเป็นบาราย อันเป็นส่วนหนึ่งของปราสาทพระวิหาร ในหลักการแล้ว ทั้งสองฝ่ายควรมีส่วนในการพิจารณาร่วมกัน โดยทั้งนี้ลืมเรื่องเส้นเขตแดนเอาไว้ก่อน
|
คดีเขาพระวิหารในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ ( 2 ) |
วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม 2551 คดีเขาพระวิหารในแง่กฎหมายระหว่างประเทศ ( 2 )
เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี
พิธีกรกล่าวแนะนำการอภิปราย และแนะนำผู้ดำเนินรายการ
คุณวัชรินทร์ ยงศิริ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวรายงานต่อผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา และผู้เข้าร่วมการอภิปราย
กล่าวเปิดการอภิปรายโดย อาจารย์ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ (ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
สวัสดีท่านวิทยากรและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน สถาบันเอเชียศึกษาเป็นสถาบันวิจัยซึ่งมีบทบาทสำคัญประการหนึ่งคือ การทำงานวิจัยที่สำคัญซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องของเอเชีย นอกเหนือจากนี้สถาบันยังนำเอาผลงานวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ที่สถาบันมีเครือข่าย เช่น กับนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ มาส่งผ่านความรู้กลับคืนให้กับสังคม ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของสถาบันเอเชียศึกษา
สถาบันมีคติว่า เมื่อเอเชียมีปัญหา สถาบันเอเชียศึกษามีคำตอบ ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันเอเชียศึกษาจึงมีการจัดสัมมนาวิชาการต่อเนื่องมา ในกรณีเขาพระวิหารได้กลายมาเป็นกรณีสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาในขณะนี้ ความจริงปัญหาเรื่องเขาพระวิหารไม่ใช่ปัญหาใหม่ หากเป็นเรื่องเก่าที่ก่อให้เกิดความระหองระแหงและกินใจกันลึก ๆ ระหว่างไทยกับกัมพูชา บางครั้งสถานการณ์ไม่อำนวยไม่ว่าจะเป็นเหตุปัจจัยเรื่องการเมืองหรือวัฒนธรรมก็ตาม ประเด็นปัญหาเรื่องเขาพระวิหารมักจะถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่เสมอ ครั้งนี้อีกเช่นกันประเด็นเรื่องเขาพระวิหารถูกยกขึ้นมาเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ด้วยเหตุนี้ ทางสถาบันเอเชียศึกษาเห็นว่าปัญหาเขาพระวิหารเป็นอีกปัญหาของเอเชีย จึงฉุกคิดได้ว่าเขาพระวิหารจะส่งผลอย่างไรกับอนาคตความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชานับแต่นี้เป็นต้นไป นี่จึงเป็นที่มาของการจัดอภิปรายในครั้งนี้ และเนื่องจากปัญหานี้เป็นปัญหาที่สำคัญ จึงจัดการอภิปรายให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งมิติวัฒนธรรม มิติชาติพันธุ์ มิติทางกฎหมาย มิติความมั่นคง กองทัพ และมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ขอขอบพระคุณวิทยากรทุกท่านที่สละเวลามาให้ความรู้กับผู้ฟังในวันนี้ และขอบขอบคุณสื่อมวลชนทุกแขนงที่ช่วยประชาสัมพันธ์งาน บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ขอเปิดการอภิปรายทางวิชาการในหัวข้อ “เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ขอบคุณครับ
รองศาสตราจารย์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช (อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์):
ผมมาพูดเรื่องคดีเขาพระวิหารในแง่ของกฎหมายระหว่างประเทศ ขอแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนแรก คือ เรื่องเขตอำนาจศาล หลายคนสงสัยว่าประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตย ทำไมต้องขึ้นศาลโลก อย่างนี้ไม่สูญเสียอำนาจอธิปไตยหรือ ขออธิบายว่า อำนาจของศาลโลกในขณะนั้นเป็นศาลโลกเก่า ศาลโลกมีทั้งศาลโลกเก่าและศาลโลกใหม่ ทั้งสองคล้ายกันในแง่ที่ว่า ไม่มีใครบังคับให้รัฐหนึ่งรัฐใดไปขึ้นศาล เว้นแต่ว่าจะได้รับความยินยอมเสียก่อน
เมื่อปี 1930 ประเทศไทยหรือสยามในเวลานั้น ได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่า มีเงื่อนไขเป็นระยะเวลา 10 ปี เมื่อคำประกาศนั้นหมดอายุในปี 1940 ประเทศไทยขอต่ออายุอีก 10 ปี และต่อมาปี 1950 ซึ่งหมดอายุ ประเทศไทยขอต่อเวลายอมรับอำนาจศาลโลกใหม่อีก 10 ปี ประจวบกับเวลานั้นกัมพูชาฟ้องไทย ไทยพยายามต่อสู้โดยการตัดฟ้องก่อนว่า ศาลโลกไม่มีเขตอำนาจ โดยฝ่ายไทยพยายามยกคำต่อสู้ว่าในคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกฉบับที่ 3 ซึ่งต่ออายุนั้น เป็นการต่ออายุศาลโลกเก่า ไม่ใช่ศาลโลกใหม่ เพราะฉะนั้นศาลโลกใหม่ไม่มีเขตอำนาจศาล
ประเด็นนี้ ศาลโลกใหม่บอกว่าฟังไม่ขึ้น เพราะว่าสิ่งที่จะต่ออายุได้จะต้องเป็นสิ่งที่ยังมีอายุอยู่ ยังมีผลในทางกฎหมายอยู่ แต่ปรากฏว่าคำประกาศต่ออายุฉบับที่ 3 ขาดอายุไป 2 สัปดาห์ หมดอายุไปแล้ว เพราะฉะนั้นศาลโลกจึงบอกว่าถ้าขาดอายุไปแล้วคงต่ออายุไม่ได้ อีกประการหนึ่ง ประเทศไทยจะต่ออายุคำประกาศศาลโลกเก่าฉบับที่ 3 นั้นก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเวลานั้นไม่มีศาลโลกเก่าแล้ว (ศาลโลกเก่าเกิดขึ้นจากการมีสันนิบาตชาติ และถูกยุบเมื่อปี 1946 เมื่อเกิดสหประชาชาติและมีผลให้เกิดศาลโลกใหม่ขึ้น) มีแต่ศาลโลกใหม่ ไทยทำคำประกาศฉบับที่ 3 เมื่อปี 1950 เพราะฉะนั้นประเทศไทยไม่น่าจะต่ออายุศาลที่ไม่มีตัวองค์กรอยู่แล้ว ตรงนี้ข้อต่อสู้ของไทยจึงแพ้
ศาลโลกจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ 12 เสียงว่า ศาลโลกใหม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาคดี ดังนั้นการต่อสู้ของไทยในประเด็นการตัดฟ้องจึงตกไป
ส่วนที่ 2 เรื่องคดีฟ้องร้อง ทำไมประเทศไทยจึงแพ้ ประเด็นใหญ่ของข้อพิพาท คือ การที่ทั้งสองฝ่ายอ้างหลักฐานที่แตกต่างกัน ประเทศไทยเสนอพยานหลักฐานด้วย สนธิสัญญา 1904 ซึ่งประเทศสยามในเวลานั้นทำกับประเทศฝรั่งเศสซึ่งปกครองกัมพูชา ในมาตราที่ 1 ของสนธิสัญญาฉบับนี้ให้ใช้แนวสันปันน้ำ (Watershed Line) เป็นเกณฑ์ในการแบ่งเขตแดน และในมาตราที่ 3 ของสนธิสัญญาฉบับเดียวกัน กำหนดว่าให้ทั้งสองประเทศตั้งคณะกรรมาธิการผสมปักปันเขตแดนขึ้นมาหนึ่งชุด ประกอบด้วย ผู้แทนของฝรั่งเศสและของไทยเพื่อทำหน้าที่ในการปักปันเขตแดน แต่คณะกรรมาธิการชุดนี้ไม่ได้ทำงานจนจบ รายงานการประชุมก็ไม่มี ปรากฏว่าฝ่ายไทยเป็นฝ่ายร้องขอฝ่ายเดียวให้ฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ให้ เพราะว่าไทยไม่มีความรู้ ประสบการณ์และเทคนิคในการทำแผนที่ ฝรั่งเศสได้ตกลงทำแผนที่ให้ จุดนี้มีหลักฐานปรากฏอยู่ในเอกสารที่ประเทศไทยได้ร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ให้ คณะจัดทำแผนที่มีพันเอกแบร์นาร์เป็นประธาน กล่าวได้ว่าการทำแผนที่ตั้งแต่แรกสำรวจจนกระทั่งพิมพ์นั้น จัดทำโดยฝรั่งเศสแต่ฝ่ายเดียว
ผู้พิพากษาท่านหนึ่งคือ ฟิส มอริส ให้ความเห็นว่า คณะกรรมาธิการผสมที่จัดตั้งโดยมาตราที่ 3 ชุดนี้ไม่ได้ให้การรับรองแผนที่ และแม้แต่ตัวแผนที่ก็ยังไม่เคยเห็น
แผนที่มีทั้งหมด 11 ฉบับที่ส่งให้กับไทย ไทยรับมอบโดยไม่ได้ทักท้วงใด ๆ หรือตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งผู้พิพากษาศาลโลกเห็นว่า แนวปักปันไม่ได้ปักปันตามแนวสันปันน้ำ ประเทศไทยหรือสยามในเวลานั้นมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ ข้อเท็จจริงมีว่าฝ่ายไทยมีโอกาสหลายครั้งที่จะทักท้วง ประท้วง หรือปฏิเสธความคลาดเคลื่อนของแผนที่ฉบับนี้ แต่ฝ่ายไทยก็ไม่ได้ทำ เช่น ในปี 1941 หรือ 1949 ประเทศไทยตั้งคณะกรรมการในการประนีประนอมกับฝรั่งเศส คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่ ซึ่งฝ่ายไทยก็ไม่ได้ใช้โอกาสนี้ทำการทักท้วงหรือประท้วงความคลาดเคลื่อนของแผนที่ ก่อนหน้านั้นประเทศไทยทำสนธิสัญญา FCN เป็นสนธิสัญญาไมตรี และการเดินเรือกับฝรั่งเศสซึ่งเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ไทยสามารถทักท้วงได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ ในคำพิพากษาของศาลโลกชี้ให้เห็นว่าไทยมีหลายโอกาสในการทักท้วงหรือประท้วงแต่ฝ่ายไทยกลับไม่ได้ทำ หลังจากทำแผนที่ 11 ฉบับแล้ว ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีสก็ทำแผนที่ส่งให้เอกอัครราชทูตไทยประจำรัสเซีย เยอรมัน อังกฤษ เผยแพร่และส่งมาให้ที่ไทยด้วย
อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมี 2 ประเด็นที่เกี่ยวกับตัวท่าน คือ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ขอแผนที่จากทางฝรั่งเศสเพิ่มเป็น 15 ชุด และมีคำขอบคุณและนำแผนที่นี้ไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขุขันธ์ในเวลานั้นของไทย (ปัจจุบันคือ จังหวัดศรีสะเกษ) อีกประเด็นคือ เรื่องที่ท่านเสด็จไปเยือนเขาพระวิหารกับพระธิดา ซึ่งขณะนั้นท่านไม่ได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ท่านไปในนามนายกราชบัณฑิตและนักโบราณคดี ทหารฝรั่งเศสได้ตั้งกองเกียรติยศใส่ชุดทหารเต็มยศ มีธงชาติฝรั่งเศสชักขึ้น ท่านเห็นก็รู้สึกตกใจ ท่านตรัสว่ามาในฐานะนักโบราณคดีไม่เกี่ยวกับการเมือง ขอให้ทหารฝรั่งเศสถอดเครื่องแบบออกก่อน
ประเด็นนี้ ศาลโลกตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่า เท่ากับเป็นการยอมรับอำนาจอธิปไตยของฝรั่งเศสในเวลานั้นเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นการยอมรับโดยปริยาย แต่ตุลาการเสียงข้างน้อยท่านหนึ่งเห็นแย้งว่าประเด็นนี้ไม่น่าตีความว่าฝ่ายไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของฝรั่งเศส เพราะสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ไม่ได้ไปเยือนในขณะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ประเด็นนี้ไม่น่าเป็นน้ำหนักได้
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่ประเทศไทยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ คือ ทางขึ้นของปราสาทเขาพระวิหาร ทางขึ้นปราสาทมีทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา แต่ทางขึ้นฝ่ายไทยดูจะสะดวกกว่าปราสาทเขาพระวิหารก็น่าจะเป็นของไทย ส่วนของทางกัมพูชาเป็นหน้าผาชัน ซึ่งตุลาการท่านหนึ่งแสดงความเห็นว่า การที่ทางขึ้นลาดชันไม่ได้หมายความว่าปราสาทเขาพระวิหารจะตั้งอยู่ในฝั่งไทยฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ศาลโลกไม่ได้ให้น้ำหนัก ในคดีเขาพระวิหารนี้ไทยแพ้คดีด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3
อีกประเด็นคือ การใช้อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหาร ไทยต่อสู้ว่า ประมาณปี 1937-1938 ฝ่ายไทยบินสำรวจแล้วพบว่าปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในฝั่งกัมพูชาตามแผนที่ ทางไทยจึงส่งทหารไปประจำการและมีการออกใบอนุญาตตัดไม้และเก็บภาษีอากร ในทางกฎหมายไทยพยายามแสดงให้กัมพูชารู้ว่า นี่คือประเทศไทย หากเปรียบเทียบกับทางกัมพูชาเรื่องความเข้มข้นฝ่ายไทยจะมีมากกว่า แต่ว่าประเด็นนี้ศาลโลกไม่ได้ให้น้ำหนักมากนัก บริบททางการเมืองก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ฝ่ายไทยพยายามต่อสู้ว่า ไทยเองไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำแผนที่ และการที่ไทยไม่ยอมทักท้วงเพราะขณะนั้นฝรั่งเศสเป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน จึงกลัวว่าฝรั่งเศสจะใช้เป็นข้ออ้างในการรุกคืบเอาดินแดน
ประเด็นเรื่องประวัติศาสตร์ น้ำหนักในการพิจารณาคดีของศาลโลกไม่ได้อยู่ที่เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี การเมือง มากเท่ากับหลักฐานด้านแผนที่และพยานหลักฐาน หากพิจารณาจากภูมิศาสตร์ เช่น สันปันน้ำ ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในฝั่งไทย แต่หากพิจารณาตามแผนที่ ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในฝั่งกัมพูชา กัมพูชาจึงสู้แต่ประเด็นเรื่องแผนที่ ของไทยก็สู้แต่เรื่องของสภาพทางภูมิศาสตร์ ศาลโลกให้น้ำหนักในทางปฏิบัติ หลังจากที่รับแผนที่ไทยเหมือนกับนิ่งเฉย ซึ่งมีหลักกฎหมายอันหนึ่งเรียกว่า หลักกฎหมายปิดปากหรือการนิ่งเฉย ไทยนิ่งเฉยมาตลอดพอเกิดกรณีพิพาทขึ้นจะมาโต้แย้งถึงความไม่ถูกต้องของแผนที่ จึงเป็นเรื่องที่อ้างลำบาก
หลักฐานอีกประการหนึ่งที่ผูกมัดตัวเอง คือ ฝ่ายไทยเมื่อรู้ว่าแผนที่นั้นไม่ถูกต้อง แต่กรมแผนที่กลับจัดทำแผนที่ขึ้นใช้เองภายใน (Military Use) ซึ่งแผนที่ที่ไทยทำขึ้นนั้นปรากฏเขาพระวิหารอยู่ในประเทศกัมพูชา อันนี้ยิ่งกว่ากฎหมายปิดปาก ศาลโลกจึงตัดสินว่าอย่างนี้จะปฏิเสธไม่ได้เพราะว่ากรมแผนที่ไทยเองยังผลิตซ้ำแผนที่ฉบับที่ทำโดยฝรั่งเศส โดยสรุปคือ ประเทศไทยแพ้ในประเด็นนี้ 9 ต่อ 3 เสียง กัมพูชาจึงให้ศาลโลกยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา
มีข้อเท็จจริงอยู่ 2-3 ประเด็นขอเรียนให้ทราบดังนี้
ประการแรก ตอนที่ทำสนธิสัญญาและมีการปักปันเขตแดนนั้น ทั้งสยามและฝรั่งเศสไม่ทราบเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเพราะมีป่าไม้ปกคลุม ในสนธิสัญญา 1904 ไม่มีระบุคำว่า “ปราสาทเขาพระวิหาร” เลย ศาลโลกบอกว่าในขณะนั้นทั้งสองฝ่ายไม่ให้ความสนใจในปราสาทเขาพระวิหาร จึงไม่อาจคาดได้ว่าจะเกิดประเด็นเขาพระวิหารขึ้นมา
ประการที่ 2 ตอนที่ไทยแพ้คดี ศาลโลกตัดสินให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากเขาพระวิหาร
ประการที่ 3 ศาลโลกตัดสินให้ไทยคืนชิ้นส่วนโบราณวัตถุที่ได้ถูกโยกย้ายคืนให้กับกัมพูชา
ส่วนที่ 3 เรื่องกัมพูชายื่นเสนอจดทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก กัมพูชากำลังเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการ World Committee ของ UNESCO ให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกตามอนุสัญญา 1972 ในวันที่ 28 มิถุนายน 2007 World Committee ในการประชุมครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ แถลงว่า ให้มีการยอมรับการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ทว่าเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวว่าไทยคัดค้านการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ทำให้กลายเป็นประเด็นถกเถียงขึ้น ต่อมามีการให้ข่าวว่าไม่ได้เป็นความเห็นของกระทรวงกลาโหมแต่เป็นเพียงของนายทหารท่านหนึ่ง ในทางระหว่างประเทศเคยมีคดีขึ้นสู่ศาลในกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงอภิปรายแสดงจุดยืนแถลงการณ์ร่วมซึ่งกลายเป็นการผูกมัดประเทศ เพราะฉะนั้นผมจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าอยากให้ฝ่ายไทยระวังการให้ข่าวหรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งอาจจะเป็นพยานหลักฐานและมีผลในอนาคตได้
สำหรับอนุสัญญา 1972 ที่น่าสนใจคือ อนุสัญญาฉบับนี้ยังเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐที่วัตถุหรือโบราณสถานนั้นตั้งอยู่ ใช้คำว่า is to be situated หมายความว่า จากคำพิพากษาของศาลโลกที่ตัดสินจบไปแล้ว ปราสาทเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะฉะนั้นประเทศที่จะมีสิทธิ์เสนอคือประเทศกัมพูชา เว้นแต่ว่ากำลังมีข้อพิพาทกันอยู่เรื่องกรรมสิทธิ์ ตรงนี้คงจะต้องขอความรู้จากนักโบราณคดีว่าความสมบูรณ์ของปราสาทเขาพระวิหารอยู่ที่ไหนกันแน่ ผมอยากเห็นส่วนราชการ เช่น กองทัพ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรม มาประชุมกันว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือความคลาดเคลื่อนด้านข้อมูล
|
เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ( 3 ) |
วันอังคาร ที่ 1 กรกฎาคม 2551 รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม : เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ( 3 )
เขาพระวิหารกับอนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
รองศาสตราจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม (ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดี
ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมรู้สึกยินดีที่ได้มาพูดในวันนี้ เพราะว่าปัญหาเรื่องเขาพระวิหารนำไปสู่ความขัดแย้งที่สืบเนื่อง ไม่ใช่ยุติเมื่อครั้งรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์แต่สืบเนื่องเรื่อยมา ปัญหาเขาพระวิหารเป็นปัญหาสำคัญเพราะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน
สาเหตุของข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารที่แท้จริง เป็นกับดักและระเบิดเวลาของประเทศมหาอำนาจที่ครอบงำอินโดจีนในยุคล่าอาณานิคมวางไว้ ที่เรียกว่ากับดักเพราะว่า ประเทศมหาอำนาจเอาความรู้แบบฝรั่งมาให้ไทยเรียนและไทยต้องทำตาม ในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ไทยกำลังตื่นตัวเรื่อง Westernization มาก ไทยอยากจะทัดเทียมชาติตะวันตก ไทยจึงเรียนรู้จากชาติตะวันตกแต่ไทยไม่ทันเขา เพราะตามไม่ทันจึงติดกับดักที่ชาติตะวันตกทำขึ้นในขณะนั้น คือ การสร้างเขตแดนขึ้น มีการปักปันเขตแดนแบ่งเป็นรัฐชาติ แบ่งเขตแดนโดยใช้สันปันน้ำ (ถ้าเป็นที่สูงใช้สันปันน้ำ ถ้าเป็นลำน้ำใช้ล่องน้ำลึก) ชาติตะวันตกแบ่งเช่นนี้ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศอาณานิคมของตน ไทยไม่ได้เป็นประเทศอาณานิคมจึงเสียเปรียบ กล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อชาติตะวันตกเข้ามาสร้างเส้นเขตแดนซึ่งได้กลายเป็นเรื่องอำนาจอธิปไตยไป เส้นพรมแดนได้ทำลายระบบความคิดดั้งเดิมทั้งหมด
ในสมัยโบราณไม่มีการปักปันเขตแดน จึงไม่มีประเทศไทย ไม่มีประเทศกัมพูชา ในเรื่องชาติพันธุ์เช่นเดียวกัน เพราะไม่มีเขตแดนรัฐชาติที่ชัดเจน คนจึงเดินทางข้ามพรมแดนไปมา (Cross-border) คนที่อยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกเรียกว่า คนเขมรป่าดง ประกอบด้วยคนเขมรและคนส่วย คนสมัยก่อนไม่สนใจว่าที่ไหนเป็นเขตอะไร คนที่จะผ่านเขตต่อแดนต้องทำพิธีกรรม เพราะเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากล้ำแดนไปจะเกิดอันตราย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์จึงเกิดขึ้นที่บริเวณรอยต่อแดน
ด้วยเหตุนี้ เขาพระวิหารจึงเป็นเครื่องหมายระหว่างแดนที่สำคัญ สร้างขึ้นตรงเขตต่อแดนเป็นศาสนสถานที่สถิตของเทพเจ้าประจำเมือง เมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างปราสาทเขาพระวิหารขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระศิวะ เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนในบริเวณนั้น แท้จริงไม่ใช่องค์พระศิวะ แต่เป็นการยกผีท้องถิ่น ผีต้นน้ำ ขึ้นให้เป็นเทพชั้นสูงเพื่อสื่อกัน จึงเกิดนามว่า กัมมรเตงชคตศรีศิขเรศวร หมายถึง พระอิศวร (ศิวะ) ที่ประทับอยู่เหนือเขาพรหมวิหาร ดังนั้น ผู้ที่เป็นเจ้าของดินแดนนี้ คือ เทพเจ้า (พระศิวะ) องค์นี้ พระเจ้าแผ่นดินทั้งสองดินแดนต้องเข้ามากราบไหว้ และผู้ที่จะผ่านไปมาต้องมาทำพิธีกรรม ในสมัยโบราณตรงนั้นไม่ใช่เขตแดน แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน และหลายแห่งที่วัฒนธรรมขอมไปถึงนั้น คือการถวายเกียรติให้แก่ผีท้องถิ่น
การอธิบายตัวตนในการอยู่ร่วมกันของคนในท้องถิ่นในเอเชีย ก่อนที่ชาติตะวันตกจะเข้ามาเอาวิทยาการตะวันตกมาครอบงำความคิดทำประวัติศาสตร์ให้มีเหตุผล มีหลักฐาน มีข้อเท็จจริง มายืนยัน เขาสร้างตำนานขึ้นมาอธิบาย ซึ่งเป็นประเพณีของทุกชาติในแถบนี้ เพราะฉะนั้นในสมัยการสร้างตำนานนั้นไม่มีการแบ่งเป็นรัฐชาติไม่มีการแบ่งกลุ่มชนชาติ นั่นหมายถึง ไม่มีชาติไทยไม่มีชาติเขมร แต่เป็นตำนานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของกษัตริย์ในสองเขตแดน และประชาชนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างไร กล่าวโดยสรุปประวัติศาสตร์ของคนท้องถิ่นในเอเชียมาจากตำนานทั้งสิ้น
นับเป็นกับดักอันที่สอง ที่ทั้งไทยและกัมพูชาถูกชาติตะวันตกสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาทำลายตำนานหรือประวัติศาสตร์เดิมเสียหมด ไทยถูกกับดักเรื่องการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลป์ กลุ่มนักวิชาการที่ศึกษาศิลาจารึกของฝรั่งเศสเข้ามาศึกษาและตีความตามจารึก โดยพยายามหาข้อเท็จจริงว่า แต่เดิมกัมพูชาคืออาณาจักร (Empire) ซึ่งเป็นศูนย์กลาง (Centralized Kingdom) ของบรรดาประเทศต่าง ๆ ในบริเวณนี้รวมทั้งประเทศไทยเคยอยู่ภายใต้การปกครองของกัมพูชาทั้งหมด โดยหาหลักฐานทางโบราณคดีมายืนยัน เพราะฉะนั้นฝรั่งจึงอธิบายว่ากษัตริย์กัมพูชาขยายดินแดนไปถึงไหนก็เอาการสร้างปราสาทมาแสดงเขตอำนาจของพระองค์
นี่เป็นจุดอ่อนในการศึกษาประวัติศาสตร์เชิงโบราณคดีแบบนี้ ซึ่งไทยยอมรับแนวคิดนี้ และยังยอมรับถึงความสัมพันธ์ทางการปกครองดังกล่าวว่าไทยเคยเป็นข้าของขอม แต่แท้จริงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์สองดินแดนเป็นการเชื่อมโยงกันด้วยการแต่งงาน ดังเช่น สมัยสุโขทัยพูดถึงพ่อขุนผาเมืองว่าได้รับการยกย่องให้เป็น กัมมรเตงศรีทราทิตย์ และยังเป็นราชบุตรเขยกษัตริย์ขอมอีกด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างขอมกับไทยจึงไม่ใช่แบบ นายปกครองบ่าว แต่เป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ
การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ควรทำโดยนักวิชาการไทยและนักวิชาการอื่น ๆ รวมทั้งนักวิชาการกัมพูชาด้วย เพื่อลดความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและทางการเมือง ความไม่เข้าใจด้านประวัติศาสตร์วัฒนธรรมกำลังจะบานปลาย เพราะถูกนำไปเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เหตุการณ์กรณีเขาพระวิหารจะถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ชัดเจน
การเสนอเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางศิลปกรรมที่เป็นของโลก แต่เรื่องได้กลายเป็นข้อถกเถียงเพราะเป็นเรื่องแหล่งท่องเที่ยว ถ้าจะมองในแง่ของการท่องเที่ยว การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้น ควรเป็นเรื่องร่วมกันถึงจะเกิดการท่องเที่ยวที่มีประโยชน์ คือ การดูแลตัวโบราณสถานนั้นเป็นของฝ่ายกัมพูชา ส่วนบริเวณทางขึ้นอยู่ในฝั่งไทย ถ้านักท่องเที่ยวจะขึ้นไปดูเขาพระวิหาร ก็ไม่ควรดูแค่นั้น ควรไปดูที่ผามออีแดงและองค์ประกอบอื่น ๆ ด้วยซึ่งอยู่ในฝั่งไทย เราต้องยืนยันด้วยเหตุผล และกลับไปสู่ความคิดดั้งเดิมของคนในท้องถิ่นว่าเขตแดนตรงนี้เคยถูกใช้ร่วมกัน
ดังนั้น การเป็นมรดกโลกร่วมกันยังช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย
|
ยูเนสโกกับกรณีปราสาทพระวิหาร |
ยูเนสโกกับกรณีปราสาทพระวิหาร : วสุ โปษยะนันทน์ Posted by Canไทเมือง , ผู้อ่าน : 123 , 02:05:37 น.
วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11066
ยูเนสโกกับกรณีปราสาทพระวิหาร
โดย วสุ โปษยะนันทน์ สถาปนิก กลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร ผู้ช่วยเลขานุการอิโคโมสไทย
ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนในส่วนของนักวิชาการที่ได้รับเชิญจากกัมพูชาให้ไปสำรวจพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เพื่อจัดทำแผนบริหารจัดการ "พื้นที่กันชน" ของปราสาทพระวิหารในประเทศไทย
ได้มีโอกาสศึกษารายงานและแนวคิดของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหลายชาติที่ยูเนสโกแนะนำมาให้ความช่วยเหลือกัมพูชา ในการทำแผนบริหารจัดการอันเป็นผลจากมติที่ประชุมมรดกโลกสมัยที่แล้วที่นิวซีแลนด์
ได้เห็นท่าทีของเจ้าหน้าที่ของยูเนสโกกัมพูชา ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเนสโกปารีสจากโอกาสที่ได้ร่วมคณะกับอธิบดีวีรชัย ผลาศรัย ที่โดน รมต.แขวน ไปเจรจาชี้แจงเหตุผลขอร่วมขึ้นทะเบียนร่วมในครั้งแรก
ผู้เขียนได้ทำงานร่วมกับข้าราชการประจำของกระทรวงการต่างประเทศทั้งกรมสนธิสัญญาและกรมเอเชียตะวันออก ได้เห็นความตั้งใจทำงานของข้าราชการทุกฝ่ายรวมถึงกรมแผนที่ทหาร และยังมีที่ปรึกษาทางกฎหมายจากกฤษฎีกาและอัยการสูงสุดที่มาช่วยตรวจสอบให้ความคิดเห็นในทุกร่างข้อตกลงที่เรายื่นข้อเสนอไปยังฝ่ายกัมพูชา ในเรื่องข้อตกลงต่างๆ บอกได้ว่าไม่มีหมกเม็ด
แต่เรื่องทั้งหมดถูกกำหนดให้เป็นเรื่องลับสุดยอด จนทำให้เราต้องจินตนาการกันไปต่างๆ นานา ด้วยความไม่น่าไว้วางใจของ รมต. ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ผู้เขียนยังได้เห็นแผนที่ใหม่ที่กัมพูชาจะนำไปเปลี่ยนสำหรับการขอขึ้นเป็นมรดกโลกด้วย
เรื่องของเรื่องก็คือ ที่ผ่านมาท่าทีของกัมพูชาแข็งกร้าวต่อข้อเสนอของเรามาตลอด
ไม่เคยยอมรับว่ามีปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ถือว่าจะต้องใช้แผนที่ของกัมพูชาที่ทำโดยฝรั่งเศสและใช้แนบท้ายคำฟ้องต่อศาลโลกเท่านั้น
และในทางปฏิบัติก็ได้ขนผู้คนมาบุกเบิกตั้งบ้านเรือน วัด ตลาด ทั้งบนเขาในพื้นที่ทับซ้อน และที่หมู่บ้านโกมุย ที่อยู่ในที่ราบเบื้องล่าง 8-10 ปีแล้ว
ไม่ยอมรับว่าปราสาทพระวิหารมีส่วนต่อเนื่องที่มีความสำคัญในประเทศไทยสมควรจะได้ผนวกเป็นเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย
โดยเชื่อตามข้อมูลของนักวิชาการนานาชาติที่นำโดยฝรั่งเศส ระบุว่า การวางผังของปราสาทบนยอดเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับโบราณสถานใกล้เคียงที่อยู่เบื้องล่างในเขตกัมพูชาเป็น Buddhist Geometry เป้ยตาดีหน้าผาปลายสุดที่เป็นจุดชมวิวในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ไม่มีช่องเปิดออกมาจากปราสาทประธานแต่อย่างใดก็วิเคราะห์ว่าเป็นที่บำเพ็ญพรตของฤๅษี ไว้มองดูภูมิจักรวาลเบื้องล่าง ทางขึ้นเขาที่มีมาแต่เดิมได้แก่ทางช่องบันไดหักทางทิศตะวันออก ด้วยยึดมั่นว่า ทางเข้าปราสาทต้องเป็นทิศตะวันออกเท่านั้น
และระบุว่า ทางขึ้นทางบันไดใหญ่และสะพานนาคทางทิศเหนือเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยหลังสุด แม้แต่สระตราว ที่เป็นการสร้างทำนบหินกั้นทางน้ำบนลานหินจนกลายเป็นสระน้ำก็กลับเขียนในรายงานว่าเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ผู้เชี่ยวชาญของ ICOMOS ที่ได้รับมอบหมายให้ประเมินข้อมูลของกัมพูชา ก็ให้ความเห็นชอบเป็นที่เรียบร้อย ผ่านการประเมินเบื้องต้นทั้งหมดแล้วเขาจึงไม่ยอมถอย
ความจริงพอได้ไปสำรวจปราสาทที่อยู่ด้านล่าง ก็รู้ว่าเป็นอโรคยศาล ไม่ได้ร่วมสมัยการวางผังกับปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด หัวนาคของสะพานนาคก็เป็นนาคหัวโล้นตามรูปแบบศิลปะบาปร่วมสมัยกับปราสาทประธานอย่างแน่นอน ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างในยุคหลัง แต่ควรจะเป็นทางเข้าหลักตามแนวแกนเหนือ-ใต้ ที่เป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศ และหันไปสู่ชุมชนโบราณที่อยู่บริเวณเชิงเขาในฝั่งไทยในปัจจุบันทั้งหมด
.......นี่คือการบิดเบือนข้อมูลทางวิชาการที่เลวร้ายอันเป็นเหตุให้ผู้เขียนประกาศแยกตัวจากคณะผู้เชี่ยวชาญนานาชาติในที่ประชุม ที่เสียมเรียบ โดยท่านอัครราชทูตไทยประจำกัมพูชาได้ประกาศย้ำอีกครั้งต่อรองนายก สก อาน ที่พนมเปญ
ยูเนสโก ที่ควรจะดำรงตนในฐานะกรรมการที่เป็นกลางในกรณีที่มีความขัดแย้งกันของสองประเทศ กลับทำตัวเป็นแม่พระผู้ใจบุญทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ประเทศยากจนเล็กๆ ที่ผ่านภัยสงครามมา ได้มีมรดกโลกใหม่ที่จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวนำรายได้เข้าสู่ประเทศมากขึ้น
ตอนแรก ICOMOS ก็ได้ติดต่ออิโคโมสไทยมาให้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเมินข้อมูลที่กัมพูชาเสนอ เราได้เสนอชื่อ อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ แต่ในที่สุดก็ได้ขาดการติดต่อจากเรา และกลายเป็นอินเดียที่เป็นผู้ประเมินให้ผ่านนำส่งต่อเข้าวาระการประชุมตามที่เราได้ทราบกันแล้ว
การเปลี่ยนผู้ประเมินโดยไร้สาเหตุเช่นนี้ให้คิดได้ว่า มีกลไกอะไรจากองค์กรระหว่างประเทศนี้อยู่เบื้องหลัง
เราเคยให้เหตุผลขอให้เปลี่ยนแปลงเป็น การขอขึ้นเป็นมรดกโลกร่วมกัน ระหว่างไทยและกัมพูชาแล้วโดยผนวกแหล่งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องในฝั่งไทยเข้าไปด้วย แต่เจ้าหน้าที่ของยูเนสโกกลับบอกว่า ไทยต้องจัดทำรายงานวิชาการ แผนบริหารจัดการเพิ่มเติมอย่างดีก่อน
และ การจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ใน Nomination File ที่ได้รับการประเมินเรียบร้อยแล้วไม่สามารถทำได้ นอกจากจะถอนเรื่องออกไปก่อนแล้วค่อยกลับมาต่อคิวเข้าสู่วาระใหม่ ต้องใช้เวลา แน่นอนว่ากัมพูชาไม่มีวันยอม จึงว่าถ้าไทยต้องการก็ให้ยื่นเองทีหลังจากส่วนของเขมรได้เป็นมรดกแล้ว ถ้าคิดว่าส่วนที่ว่ามีคุณค่าพอ
กระทรวงการต่างประเทศ ก็ปลงในเรื่องขึ้นทะเบียนร่วม กลับมาหามาตรการในการรักษาอำนาจอธิปไตย สิทธิเรื่องเขตแดนเป็นหลัก พยายามยื่นข้อเสนอในการเซ็นข้อตกลงร่วมต่างๆ เจรจาต่อรองมาโดยตลอด กัมพูชาไม่เคยยอมเลย....
ในที่สุดในหลังการเดินทางไปเกาะกงของ รมต.ก็เกิดอาการพลิกล็อคขึ้นเขมรยอมเจรจาอีกครั้ง มียูเนสโกปารีสเป็นเจ้าภาพ เขมรขอถอยเองโดยขอเปลี่ยนการขอเป็นมรดกโลกให้เหลือเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น จากเดิมที่ใช้ชื่อว่า Sacred Site of Preah Vihear Temple เหลือเพียงแค่ Temple of Preah Vihear พร้อมขอเปลี่ยนแผนที่ทั้งหมด ไม่ให้มีผลกับไทยเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเขตแดน ซึ่งได้แก่แผนที่ที่เป็นข่าวในขณะนี้ ความจริงแล้วเป็นแผนที่ที่ไม่มีการระบุเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ พื้นที่ Core Zone ขีดเส้นออกจากผนังอาคาร 30 เมตร ยกเว้นบันไดทางทิศเหนือขีดตรงสุดเขตบันไดเลย ตรงพื้นที่ทับซ้อนเขียนเป็นหมายเลข 3 หมายถึง Joint Management Zone ตรงกับข้อความในสัญญาร่วมให้ส่งแผนบริหารจัดการร่วมกันต่อยูเนสโกภายใน 2 ปี
กล่าวคือ เขมรยอม อย่างที่ไม่มีวี่แววมาก่อน
รมต.พูดจริงเรื่องแผนที่ที่จะไม่มีผลเรื่องเขตแดน (นอกจากว่าจะล้ำไปถึงการทวงปราสาทคืนก็คงจะไม่สามารถทำได้อีก) รมต.พูดจริงเรื่องที่เขมรขอร้องไม่ให้เปิดเผยข่าวนี้ต่อสื่อมวลชนของเขมร เพราะประชาชนชาวเขมรคงไม่พอใจว่ามายอมไทย ที่เดิมเขาว่าเป็นแผ่นดินของเขา แต่มากลายเป็นที่ที่ต้องมาจัดการร่วมกัน รมต.เชื่อตามคำขอของเขมร ปิดข้อมูล ผลก็เป็นอย่างที่เห็น ไม่มีใครเชื่อ ก็อยากไม่คิดถึงจิตใจคนไทย
เห็นอิทธิฤทธิ์ของยูเนสโกหรือยัง ตอนแรกตอนเราเสนอขึ้นทะเบียนร่วมก็ว่าทำไม่ได้ ทีตอนนี้ทำมาเป็นตัวกลางเสนอให้เขมรเปลี่ยนแผนที่ ไหนว่าไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลใน Nomination File ที่ประเมินแล้วได้ ความจริงก็มีเจ้าหน้าที่ยูเนสโกท่านหนึ่งที่ร่วมประชุมอยู่ด้วยให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนมาขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทนั้นจะขัดต่อหลักการทางวิชาการ แต่ประธานซึ่งเป็น Assistant Director-General for Culture ของยูเนสโก กลับบอกว่านี่เป็นข้อยกเว้นเนื่องจากเป็น "Political Decision"
หวังว่าทั่วโลกคงจะได้ติดตามข่าวที่เกิดขึ้นในบ้านเราขณะนี้ ที่การขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวกลายเป็นประเด็นใหญ่ทางการเมือง และจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนชาวไทยและกัมพูชา ที่ลามไปถึงการจะทวงปราสาทคืนจากคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของศาลโลก
ความไม่เป็นธรรมจากแผนที่ที่ตั้งใจทำให้ผิดโดยกลฉ้อฉล มีทางน้ำปลอมไหลลงฝั่งเขมรนำมาซึ่งเส้นเขตแดนตามแผนที่ที่อ้อมเอาปราสาทพระวิหารไว้ในเขตกัมพูชา
ไม่รู้ว่ายูเนสโกจะตระหนักหรือไม่ว่าเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้
ปล่อยให้กลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังผลงานการเจรจาที่ รมต.ตาหวานอ้างความดีความชอบ ลุ้นอยู่ว่าผลประโยชน์ร่วมส่วนตัวที่ตกลงไว้จะมีอันเป็นไป ไม่ราบรื่นตามคาดจากเหตุการณ์นี้หรือไม่ ห่วงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนที่หวังจะกอบโกยจากของที่ควรจะเป็นของส่วนรวมของประชาชนทั้งเขมรและไทย และที่สุดบนความเกลียดชังของประชาชนที่มีต่อกัน
ที่จะหนีไปอย่างลอยนวลก็คือ ยูเนสโก นักการเมือง และผู้ชักใย
น่าเห็นใจประชาชนของทั้งสองชาติ เราย้ายประเทศหนีแยกจากกันไม่ได้หรอก
แต่ที่น่าสงสารที่สุดคือ ปราสาทพระวิหาร ....ไม่ว่าผลการประชุมที่ควิเบกจะเป็นอย่างไร ได้เป็นมรดกโลก ก็คือซื้อเวลาของความขัดแย้งต่อไปอีก 2 ปีในการจัดการร่วมกัน ไม่มีคำสั่งทักษิณ เขมรคงพูดไม่รู้เรื่อง ประชาชนไทยก็คงยังมีอารมณ์ ไม่ยอมง่ายๆ เช่นกัน ไม่ได้เป็นความขัดแย้งก็คงไม่จบเช่นกัน ปราสาทคงไม่มีวันสงบได้บูรณะซ่อมแซม
พอจะมีทางออกแต่ก็เพียงให้คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ไทยส่งข้อมูลเพิ่มเติมมาเพื่อผนวกเข้าเป็นมรดกโลกทั้ง Site ร่วมกัน แบ่งความภาคภูมิใจและผลประโยชน์ของประชาชนร่วมกัน
|
ข้อเท็จจริงและมุมมองกรณีปราสาทพระวิหาร |
ข้อเท็จจริงและมุมมองกรณีปราสาทพระวิหาร เรื่องโดย : ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข้อเท็จจริง
1. คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินกรณีพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทย-ราชอาณาจักรกัมพูชา กรณี “ปราสาทพระวิหาร” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย (1) ลงความเห็นว่า “ปราสาทพระวิหาร” ตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 (2) ลงความเห็นว่า ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหาร หรือตำรวจผู้เฝ้ารักษาหรือดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียง ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 2. คำฟ้องของกัมพูชาระบุเฉพาะอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ มิอาจขยายให้กว้างออกไปนอกพื้นที่จนครอบคลุมเขาพระวิหารซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาดงรัก ฉะนั้น การกล่าวถึงข้อพิพาทในคดีว่าเป็น “คดีเขาพระวิหาร” หรือ “คดีปราสาทเขาพระวิหาร” จึงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ที่ถูกต้องคือ “คดีปราสาทพระวิหาร” โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะบริเวณที่ตั้งของปราสาท
คำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จึงจำกัดเฉพาะภายในกรอบคำร้องที่กัมพูชายื่นฟ้องโดยไม่อาจขยายพื้นที่นอกเหนือจากบริเวณที่ตั้งของปราสาท
3. ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงความเห็นเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2551 ชี้ให้เห็นประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญ ได้แก่
3.1 คำพิพากษาของศาลไม่มีกลไกบังคับคดี ในทางปฏิบัติจึงไม่อาจนำมาบังคับคดีได้ แต่ไทยก็ได้ปฏิบัติตามโดยไม่ขัดขืนหรือละเมิดคำพิพากษา โดยไทยได้ถอนบุคคลากรไทยผู้ทำหน้าที่ดูแลรักษาปราสาทพระวิหาร ย้ายเสาธงชาติไทยออกมานอกพื้นที่ปราสาทพระวิหารและสร้างรั้วล้อมตัวปราสาทไว้ เป็นการถอนการครอบครองปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษา
3.2 เนื่องจากไทยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา จึงไม่ยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาและยื่นประท้วงคัดค้านคำพิพากษาดังกล่าวและตั้งข้อสงวนไว้ โดยไทยถือว่าปราสาทพระวิหารยังอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย และจะกลับไปครอบครองปราสาทพระวิหารอีกเมื่อคำพิพากษาได้รับการพิจารณาทบทวนแก้ไขอีกครั้ง
3.3 ด้วยเหตุผลดังกล่าว ไทยจึงไม่สมควรเปลี่ยนท่าทีหรือยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือปราสาทพระวิหาร ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบในระดับรัฐบาลและประชามติ
3.4 หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นว่า ศาลเชื่อในหลักการว่าเส้นสันปันน้ำยังคงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณเทือกเขาดงรัก เส้นสันปันน้ำที่เขาพระวิหารอยู่ที่ขอบหน้าผา ฉะนั้น ถ้าจะมีการสำรวจใหม่ เส้นแบ่งเขตน่าจะเป็นเช่นเดิมโดยใช้สันปันน้ำเป็นหลัก ปราสาทพระวิหารจึงยังอยู่ในเขตแดนไทย
4. ปัจจุบัน แนวรั้วลวดหนามที่กั้นปราสาทพระวิหารส่วนที่ยกให้แก่กัมพูชา ตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อปี พ.ศ.2505 นั้น ได้ถูกประชาชนกัมพูชารื้อถอนนำไปจำหน่ายจนหมดไม่เห็นแนวรั้วเดิมแล้ว
การที่กัมพูชาได้ครอบครองพระวิหารที่ยอดเขา และยังอ้างเส้นเขตแดนบริเวณดังกล่าวตามแผนที่ท้ายฟ้องของกัมพูชาเอง จึงก่อให้เกิดปัญหาการทับซ้อนเส้นเขตแดนขึ้น โดยที่กระทรวงการต่างประเทศไทยถือว่าอาณาเขตไทยต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อปี พ.ศ.2505 ซึ่งในปัจจุบันนี้ ปรากฏว่า มีพื้นที่หลายส่วน เช่น บริเวณทางทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ฝ่ายกัมพูชาได้ก่อสร้างชุมชนและวัด ก่อสร้างถนนขึ้นมาจากประเทศกัมพูชา รวมทั้งกรณีชุมชนร้านค้า โรงแรม สถานบันเทิง คาราโอเกะ และที่ทำการช่องปราสาทพระวิหาร ก็อยู่นอกแนวเขต 20 เมตรจากบันไดนาค ซึ่งในกรณีเหล่านี้ กรมแผนที่ทหารชี้ว่าเป็นดินแดนของประเทศไทย
5. ท่าทีของฝ่ายกัมพูชาที่มีมาโดยตลอด คือ รัฐบาลกัมพูชาพยายามผลักดันการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว
6. วันที่ 28 มิถุนายน 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่เมืองไครส์เซริต์ ประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีมติเกี่ยวกับการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เห็นว่า ปราสาทพระวิหารมีคุณค่าที่เป็นสากลอย่างเด่นชัด และสมควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยให้ไทยและกัมพูชาตกลงที่จะร่วมกันจัดทำแผนอนุรักษ์และบริหารจัดการบริเวณปราสาทพระวิหาร โดยให้มีการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนอีกครั้งหนึ่งในการประชุมสมัยที่ 32 ณ เมืองคิวเบกท์ ประเทศแคนาดา ในเดือนกรกฎาคม 2551
วันที่ 3-4 มกราคม 2551 คณะกรรมการมรดกโลกฝ่ายไทย โดยมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการต่างประเทศ กรมศิลปากร กรมแผนที่ทหาร ร่วมกับคณะกรรมการมรดกโลกจากกัมพูชา และจากต่างประเทศ ร่วมเดินทางสำรวจภูมิประเทศ จัดทำแผนผังบริเวณภาพสลักนูนต่ำผามออีแดง, สถูปคู่, สระตราว และแหล่งตัดหินในฝั่งประเทศไทย ปราสาทพระวิหาร, ช่องบันไดหัก และสระน้ำต่างๆ รอบบริเวณปราสาทพระวิหารฝั่งประเทศกัมพูชา เพื่อนำข้อมูลเข้าการร่วมประชุมจัดทำแผนร่วมกัน
การประชุมจัดทำแผนฯ ที่เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ 12-13 มกราคม 2551 ปรากฏว่า รัฐบาลกัมพูชา นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทีไม่ยอมรับข้อเสนอฝ่ายไทย โดยยังย้ำถึงเส้นเขตแดนที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ของฝรั่งเศส เมื่อปี 2451 และการนำเสนอปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว (เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปกัมพูชาจะมีขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2551)
มุมมองต่อการดำเนินการกรณีปราสาทพระวิหาร
1.รัฐบาลไทยควรยืนยันเจตนาเดิมที่จะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกร่วมกับกัมพูชา โดยร่วมขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารและบริเวณสระตราว สถูปคู่ และภาพสลักนูนต่ำ ตลอดจนผามออีแดง ซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยเป็นบริเวณทั้งหมดของมรดกโลก ในลักษณะชุมชนโบราณ และให้มีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
หากกัมพูชาไม่ยินยอม ไทยควรขอให้มีการยับยั้งการดำเนินการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวของกัมพูชา
รัฐบาลไทยไม่สามารถจะสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงประเทศเดียวอย่างที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศไปลงนามเช่นนั้น เพราะการขึ้นทะเบียนตัวเขาพระวิหารนั้น ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท แต่จะต้องมีการประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์รอบตัวโบราณสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ในเขตไทย การจะอนุญาตให้ก่อสร้าง หรือห้ามก่อสร้าง หรือการควบคุมใดๆ ก็เป็นอำนาจอธิปไตยของไทย หากยินยอมให้กัมพูชาดำเนินการฝ่ายเดียวก็เท่ากับว่าไทยยอมสูญเสียอำนาจอธิปไตยเหนือแผ่นดินไทย
2.รัฐบาลไทยไม่ควรพิจารณาผ่อนผัน ผ่อนปรน เงื่อนไขของอาณาเขต เพื่อแลกกับประโยชน์ของคนไทยบางกลุ่มที่หวังไปร่วมลงทุนทางการค้า การท่องเที่ยว และ Entertainment Complex ที่บริเวณใกล้ช่องตาเฒ่า (ในเขตกัมพูชา) หรือเกาะกง หรือผลประโยชน์ในอ่าวไทย หรือที่อื่นใดในประเทศกัมพูชา
อนึ่ง มีคำยืนยันโดยบุคคลระดับรัฐมนตรีของกัมพูชาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีแผนจะเข้าไปลงทุนจำนวนมหาศาลในกัมพูชา
3.รัฐบาลไทยควรดำเนินการโยกย้ายชุมชนตลาดหน้าบันได ที่ชาวกัมพูชามาตั้งร้านค้า ที่พักนักท่องเที่ยว สถานบันเทิง คาราโอเกะ วัด และที่ทำการช่องพระวิหาร ออกจากเขตดินแดนประเทศไทย มิเช่นนั้น อนาคตกัมพูชาอาจอ้างสิทธิ์ครอบครองที่ไทยไม่ได้โต้แย้งสิทธิ์ในเขตแดน ดังเช่นในอดีต และต้องถือว่าคนกัมพูชาที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานดังกล่าว เป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและเป็นผู้บุกรุก
4.รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 บังคับว่า ก่อนดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ก่อนที่จะบรรลุข้อตกลงและจะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน คณะรัฐมนตรีต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาและข้อตกลง และจะต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาด้วย
การกระทำของนายนพดล ปัทมะ น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่มีสภาพบังคับหรือผูกพันใดๆ ต่อรัฐไทยทั้งสิ้น และสมควรจะต้องมีการดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป
5. การดำเนินการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบในแถลงการณ์อันเป็นการยืนยันให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยฝ่ายเดียวนั้น ส่อว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่ออธิปไตยของแผ่นดินไทย เพราะเป็นการมุ่งทำลายจุดยืนและสิทธิตามข้อสงวนของรัฐไทย ในการที่จะพิทักษ์ไว้ซึ่งสิทธิอาณาเขตและอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารและเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาตามแนวเส้นสันปันน้ำ อันเป็นหลักการที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด
ควรจะต้องมีการดำเนินคดีกับนายนพดล ปัทมะ และคณะรัฐมนตรีที่ให้ความเห็นชอบในการดังกล่าวอย่างถึงที่สุด
น่าคิดว่า นอกจากจะต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนคนไทยอย่างไร
จะรับผิดชอบต่อบรรพบุรุษ ที่เคยต่อสู้เพื่อสงวนรักษาแผ่นดินไทย อย่างไร และจะรับผิดชอบต่ออนุชนรุ่นหลัง อย่างไร.
|
|